posttoday
‘หน้าที่ผู้ป่วย’ ไม่จำเป็นต้องมีจริงหรือ???

‘หน้าที่ผู้ป่วย’ ไม่จำเป็นต้องมีจริงหรือ???

16 ตุลาคม 2558

โดย...นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ

โดย...นพ.เมธี วงศ์ศิริสุวรรณ

จนถึงขณะนี้ “สิทธิและข้อพึงปฏิบัติของผู้ป่วย” ที่สภาวิชาชีพด้านสุขภาพได้ร่วมกันจัดทำขึ้น โดยมีท่านอดีตปลัดกระทรวง “นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์” ลงนามรับรองและประกาศให้สาธารณชนรับทราบ ได้ผ่านตาสาธารณชนมาเป็นเวลาประมาณสองเดือนเศษ ปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดีจากสถานพยาบาล บุคลากรสาธารณสุข และประชาชน ส่วนใหญ่ที่เห็นควรว่า “สิทธิย่อมต้องคู่กับหน้าที่” เสมอ ทั้งนี้ประกาศฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ “เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วย” และ “เพื่อประโยชน์ต่อสาธารณะและประเทศชาติ” นั่นเอง

แต่น่าเสียดายที่มีกลุ่มคนบางกลุ่ม (ซึ่งก็เป็นกลุ่มเดิมๆ) ออกมาคัดค้านว่า “ผู้ปวยไม่จำเป็นต้องมีข้อพึงปฏิบัติ หรือไม่ต้องมีหน้าที่ใดๆ” ถึงขนาดให้ยกเลิกข้อพึงปฏิบัติไปทั้งหมดทั้งสิ้น!!โดยกล่าวอ้างว่าไม่มีประเทศใดๆ ที่กำหนดหน้าที่หรือความรับผิดชอบของผู้ป่วยไว้แต่อย่างใด?!?

นานาอารยประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านเราอย่าง สิงคโปร์ ฮ่องกง ฟิลิปปินส์ ถึงขนาดบัญญัติให้ใช้คำว่า “หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ป่วย” แทนคำว่า “ข้อพึงปฏิบัติ” ด้วยซ้ำไป เนื้อหานอกเหนือไปจากข้อพึงปฏิบัติที่สภาวิชาชีพได้บัญญัติไว้แล้ว ยังมีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบต่อส่วนรวม ต่อเงินภาษีอากร ต่อทรัพยากรด้านสุขภาพอันเป็นของสาธารณะไว้อีกด้วย

เช่น “ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องแจ้งโรงพยาบาลหรือผู้เกี่ยวข้องหากไม่สามารถไปตามนัดหมาย” เพราะเขามองว่าการผิดนัดโดยไม่บอกกล่าวเป็นการรอนสิทธิผู้ป่วยรายอื่นที่จะได้รับการรักษา หรือ “ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องให้ข้อมูลทั้งส่วนตัวและครอบครัวหากเป็นข้อมูลที่จำเป็นและเกี่ยวข้องกับการรักษาพยาบาล” “ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องถาม เมื่อไม่เข้าใจขั้นตอนการรักษา” “ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องใช้ทรัพยากรด้านการรักษาอย่างเหมาะสมถูกต้องตามที่บุคลากรทางการแพทย์แนะนำ” (ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าการรักษานั้นได้มาฟรีหรือจ่ายเงินเองก็ตาม) “ผู้ป่วยมีหน้าที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การใช้ชีวิต เพื่อให้ตนเองหายหรือดีขึ้นจากโรคตามที่แพทย์แนะนำ” (บทลงโทษคือ ต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายเองหากพิสูจน์ทราบว่าไม่ทำตามที่แนะนำ) “ห้ามผู้ป่วยไปใช้ห้องฉุกเฉินโดยไม่มีความฉุกเฉินจริงๆ ทั้งนี้เพราะจะทำให้ผู้ป่วยฉุกเฉินจริงๆ ได้รับการรักษาล่าช้า เสียชีวิตหรือพิการโดยไม่จำเป็น อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มภาระงานของบุคลากรที่ต้องอยู่เวรฉุกเฉินโดยไม่จำเป็น หลายแห่งมีการเรียกเก็บเงินเพิ่มหากพบว่าไปรับการรักษาโดยไม่ฉุกเฉินจริงๆ

ในสิงคโปร์มีกฎหมายระบุว่า “อวัยวะของผู้วายชนม์ถือเป็นสมบัติของชาติ” ทั้งนี้เพื่อจะได้นำไปปลูกถ่ายเพื่อช่วยชีวิตคนอื่นได้ทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอการยินยอม แต่ก็ยังเปิดช่องหากไม่มีความประสงค์จะบริจาคโดยเจ้าตัวต้องแสดงความไม่ยินยอมเป็นเอกสารแจ้งต่อทางการตั้งแต่ยังมีชีวิต อย่างไรก็ตามผลที่ตามคือ เจ้าตัวจะเสียสิทธิด้านการรักษาพยาบาลในขณะยังมีชีวิตอยู่ (กฎข้อนี้ไม่ยกเว้นแม้ว่าจะนับถือศาสนาอิสลาม) ในมาเลเซียระบุว่า “พลเมืองทุกคนมีหน้าที่ต้องรักษาสุขภาพให้ดี” เช่น ไม่ดื่มสุรา ไม่รับประทาน Junk food ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศและบุคลากรไม่ต้องรับภาระหนักโดยไม่จำเป็น!!! “พลเมืองต้องยอมรับการแซงก์ชั่นด้วยมาตรการทางกฎหมายสุขภาพหากรัฐเห็นว่าจำเป็นเพื่อผลประโยชน์ต่อชาติ” ประเทศสังคมนิยมอย่างจีนก็ยังระบุว่า “ผู้ป่วยและญาติต้องให้เกียรติและปฏิบัติต่อบุคลากรอย่างสุภาพและเหมาะสม” หากมีการละเมิดสิทธิบุคลากรโดยไม่มีเหตุอันควรจะถูกลงโทษถึงขนาดจำคุกกันเลยทีเดียว ประเทศสวีเดนระบุว่า “หากปฏิบัติตนไม่สุภาพต่อบุคลากร ผู้ป่วยจะถูกจำหน่ายออกจากสถานพยาบาลและให้ไปรับการรักษาที่อื่นเอง”

น่าเสียดายที่บางกลุ่มกล่าวอ้างโดยยกกรณีตัวอย่างผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ว่าข้อพึงปฏิบัติไปรอนสิทธิผู้ป่วยในการเปิดเผยความลับนั้นหากไม่ใช่เพราะอคติ ทำนองว่า “ค้านทุกเรื่อง” ก็อาจเป็นเพราะทำความเข้าใจดีพอ เหตุเพราะมีกฎหมายหลายฉบับคอยอุดช่องโหว่ในประเด็นนี้อยู่แล้ว เช่น ประมวลกฎหมายอาญาว่าด้วยความลับอันได้จากการปฏิบัติหน้าที่ ประมวลกฎหมายแพ่งในการฟ้องละเมิดหากใครไปเปิดเผยโดยไม่มีเหตุอันควร ที่สำคัญคือ “พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ ถึงกับกำหนดบทลงโทษทางอาญากับผู้ป่วย ว่าหากไม่เปิดเผยข้อมูลที่ควรจะเปิดเผย แล้วส่งผลร้ายต่อคนอื่น ผู้ป่วยหรือญาติจะมีความผิดทางอาญาเลยทีเดียว” การกล่าวอ้างว่าการเปิดเผยข้อมูลนี้แล้วจะตกเป็นที่รังเกียจเดียดฉันท์นั้นดูจะเป็นการแสดงออกที่เกิดจากความไม่รู้  เหตุเพราะทุกวันนี้บุคลากรหาได้มองโรคนี้น่าเกลียดน่ากลัวอย่างในอดีต สถานพยาบาลและหน่วยงานรัฐต่างพากันรณรงค์และให้ความรู้ในการปฏิบัติงาน การป้องกันตนเอง และการอยู่ร่วมกันเป็นอย่างดี  ในชีวิตจริงจะเห็นบุคลากรยืนพูดคุยโอภาปราศรัยกับผู้ติดเชื้อ ไม่ต่างกับการพูดคุยกับคนทั่วไปแต่อย่างใด ที่สำคัญในปัจจุบันมีโรคติดต่อร้ายแรงที่น่ากลัวกว่าการติดเชื้อ HIV อีกมากมาย เช่น ไข้กาฬหลังแอ่น หวัดนก เป็นต้น โรคเหล่านี้ล้วนป้องกันได้ยาก และอัตราตายสูงมากกว่าการติดเชื้อ HIV แบบเทียบกันไม่ติดเลย

จนถึงขณะนี้สถานพยาบาลและบุคลากรการแพทย์ที่ให้การบริบาลรักษาผู้ป่วยอย่างเกินกำลังได้ร่วมกันรณรงค์ให้ผู้ป่วยได้รับทราบรายละเอียดดังกล่าว เพื่อมิให้ประเทศไทยถูกเรียกว่า “คนป่วยของเอเชีย” อีกต่อไป ด้วยการสร้างความตระหนักรู้ในหน้าที่ของตนเอง ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ คสช.ได้ย้ำตั้งแต่เริ่มแรกที่เข้ามาปฏิรูปประเทศว่า “คนไทยทุกคนต้องเคารพสิทธิของคนอื่น และตระหนักในหน้าที่ความรับผิดชอบไปพร้อมๆ กัน” ...แต่กลุ่มบุคคลดังกล่าวกลับเดินสวนทางโดยไปยื่นคัดค้านต่อ รมว.สาธารณสุข “นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร” ว่าไม่ต้องการ “ข้อพึงปฏิบัติ” ซึ่งหมายความว่า จะขอเอาแต่สิทธิโดยปฏิเสธหน้าที่ใดๆ นั่นเอง ทำให้อดวิตกไม่ได้ว่าหากครอบครัวส่วนใหญ่ของประเทศพร่ำสั่งสอนลูกหลานให้เรียกร้องเอาแต่สิทธิโดยปฏิเสธหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นนี้ ประเทศชาติจะมีอนาคตเช่นไร? ลูกหลานของเราจะอยู่กันอย่างไร?

คนที่น่าจะให้คำตอบได้ชัดเจนที่สุด คือ ท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งหากเห็นว่าผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องมีหน้าที่ใดๆ แล้ว ก็เพียงแค่ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ยกเลิกไปได้เลย...

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน