posttoday
จับตา กม.แร่ ฉบับเอื้อนายเหมือง เปิดป่าสงวน-ขุดทองพื้นที่ต้นน้ำ

จับตา กม.แร่ ฉบับเอื้อนายเหมือง เปิดป่าสงวน-ขุดทองพื้นที่ต้นน้ำ

16 ตุลาคม 2558

ร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำขึ้น ได้ผ่านความเห็นชอบรอบแรกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว

โดย...ธนวัฒน์ เพ็ชรล่อเหลียน

ร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมจัดทำขึ้น ได้ผ่านความเห็นชอบรอบแรกจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างขอความเห็นประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในชั้นกฤษฎีกา ก่อนจะเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อพิจารณาอีกครั้ง

ต่อข้อกังวลหากกฎหมายแร่ฉบับใหม่บังคับใช้ สะท้อนมุมมองผ่าน เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ผู้ประสานงานกลุ่มนิเวศวัฒนธรรมศึกษา

“จากข้อมูลที่มีพบว่ากฎหมายแร่ฉบับใหม่ได้เปิดช่องให้สามารถทำเหมืองแร่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่ป่าสงวน รวมถึงพื้นที่หวงห้ามอื่นๆ ได้ คล้ายกับว่าให้อำนาจเอกชนและหน่วยงานรัฐสามารถเฉือนพื้นที่ป่าไปทำเหมืองได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย” เลิศศักดิ์ ชี้ประเด็น

เลิศศักดิ์ แสดงความกังวลต่อว่า ร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับนี้ยังให้อำนาจพิเศษแก่กระทรวงอุตสาหกรรมประกาศพื้นที่เขตแร่ (ไมนิ่งโซน) โดยบังคับให้ รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ต้องคำนึงเสมอว่าหากมีแร่หรือพื้นที่ใดมีศักยภาพแร่สูง ต้องยกพื้นที่นั้นๆ ให้กับกระทรวงอุตสาหกรรมนำไปให้เอกชนประมูล     

ศศิน เฉลิมลาภ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ให้ภาพเพิ่มเติมว่า ทองคำ 70-80% ของประเทศไทย อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 1,221 แห่ง ขณะที่ พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ได้อนุญาตให้สามารถขอสำรวจแร่ในเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าและเขตป่าสงวนแห่งชาติได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ากังวล และนับเป็นการรุกกลับของฝ่ายเหมืองแร่

อีกสิ่งที่น่าจับตามองไม่แพ้ ร่าง พ.ร.บ.แร่ ฉบับใหม่ ก็คือ “ร่างนโยบายว่าด้วยการสำรวจและการทำเหมืองแร่ทองคำ” ซึ่งประเทศไทยเคยทำมาแล้ว 2 ครั้ง

ครั้งแรก ปี 2530 ครม.ไฟเขียวให้สำรวจแร่ในพื้นที่กว่า 1.5 ล้านไร่ ก่อนจะออกอาชญาบัตรพิเศษและประทานบัตรให้กับบริษัทยักษ์ใหญ่สำรวจแร่ แต่ในเวลาต่อมาคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กลับทำข้อเสนอแนะ ครม.ว่า ภาครัฐไม่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนคุ้มค่ากับการสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

นำมาซึ่งมติ ครม.วันที่ 4 ธ.ค. 2550 ให้ชะลอการออกอาชญาบัตรสำรวจแหล่งแร่ทองคำเอาไว้ก่อน ซึ่งทำให้บริษัทยักษ์ใหญ่ไม่สามารถขออาชญาบัตรได้จนถึงวันนี้

แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ร่างนโยบายหยุดชะงัก โดยในปี 2554 กระทรวงอุตสาหกรรมได้จัดทำนโยบายเป็นครั้งที่ 2 และครั้งล่าสุดเกิดขึ้นในปี 2558 สมัย จักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รมว.อุตสาหกรรม โดยครั้งนี้มีการเปิดพื้นที่สำรวจอีกกว่า 1 ล้านไร่

ความเร่งรีบในการออก พ.ร.บ.แร่ การจัดทำร่างนโยบายว่าด้วยการ สำรวจฯ รวมถึงสัญญาณเตรียม “ขยายพื้นที่” เหมืองแร่เพิ่มเติม นำมาซึ่งการรวมกลุ่มของชาวบ้าน 12 จังหวัด พร้อมรายชื่อประชาชน 2.75 หมื่นราย เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรี ยกเลิกร่างประกาศการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำ

ชาวบ้านให้เหตุผลว่า ร่างประกาศดังกล่าวมีวาระซ่อนเร้น และการรับฟังความเห็นจากชาวบ้านในพื้นที่กลับรวบรัดเพียง 2 วันใน 2 จังหวัด แต่กลับประกาศครอบคลุม 37 จังหวัด บนเนื้อที่ 1 ล้านไร่

อาภา หวังเกียรติ หัวหน้าหลักสูตรวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยรังสิต ให้ข้อมูลว่า ปี 2552 กรมทรัพยากรธรณี คาดการณ์ว่าประเทศไทยมีทองคำสำรองใต้ดินใน 31 จังหวัด รวมแล้ว 700 ตัน คิดเป็นมูลค่ารวม 8.75 แสนล้านบาท แต่นั่นเป็นเพียงการคาดการณ์ จึงไม่มีหลักประกันใดยืนยันว่าตัวเลขดังกล่าวเป็นความจริง

อนุกรรมการสิทธิชุมชนในกสม.รายนี้ บอกอีกว่า ตลอดการดำเนินกิจการเหมืองแร่ในประเทศไทย พบว่ามีการละเมิดสิทธิชุมชนอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิในการจัดการทรัพยากร สิทธิในการพัฒนา ตัวอย่างเช่น จ.เลย ชาวบ้านถูกคุกคามทั้งการแย่งชิงทรัพยากรและการถูกทำร้ายร่างกาย

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม เสนอว่า ประเทศไทยควรยกเลิกการเปิดเหมืองทองใหม่ เพราะจนถึงขณะนี้ชัดเจนว่าไม่สามารถควบคุมการกระจายของสารพิษได้ ส่วนเหมืองเก่าที่ดำเนินการอยู่นั้น รัฐบาลต้องทบทวนการใช้ไซยาไนด์ในขั้นตอนการสกัดแร่ เพราะหากเกิดรั่วไหลจะทำลายสิ่งแวดล้อมถึงขั้นหายนะ

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท