posttoday
เศรษฐกิจไทยคืนสู่สามัญ ระวังการคลังทรุดยาว

เศรษฐกิจไทยคืนสู่สามัญ ระวังการคลังทรุดยาว

15 ตุลาคม 2558

มีข้อมูลออกมาหลายชุดในระยะนี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะไม่สดใสนัก ที่หนักสุดคือธนาคารโลกที่ประเมินว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าปีนี้ คือ ขยายตัวเพียง 2% ต่ำกว่า 2.5% ในปีนี้

มีข้อมูลออกมาหลายชุดในระยะนี้ว่าเศรษฐกิจไทยในปีหน้าจะไม่สดใสนัก ที่หนักสุดคือธนาคารโลกที่ประเมินว่าปีหน้าเศรษฐกิจจะขยายตัวต่ำกว่าปีนี้ คือ ขยายตัวเพียง 2% ต่ำกว่า 2.5% ในปีนี้

ขณะที่ วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง กูรูด้านเศรษฐกิจคนหนึ่ง แม้จะเห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้อย่างเต็มที่ แต่ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยจะผจญกับภาวะเศรษฐกิจขาลงยาวนานถึง 5 ปี เริ่มจากปีนี้ถึงปี 2562

โดยเศรษฐกิจไทยขณะนี้มีลักษณะเป็นรูปตัว U บางจังหวะจะมีภาพลวงตาว่าเศรษฐกิจขยับขึ้น และขึ้นเพียงนิดหน่อย จากนั้นก็ลงอีก สลับกันเป็นฟันปลา ซึ่งจะก่อให้เกิดปัญหามากมายตามมา

ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้นักเศรษฐศาสตร์หลายราย รวมทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ส่งสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่บริบทใหม่ หรือ New Normal ที่จะไม่มีการส่งออกด้วยมูลค่าสูง มาเป็นหัวจักรหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจเหมือนหลายสิบปีที่ผ่านมาแล้ว

นอกจากนี้ บริบทใหม่ที่เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญ คือ การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในอีก 20 ปีข้างหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ คนในวัยทำงานจะน้อยกว่าคนแก่ ทำให้สร้างผลผลิตในระบบเศรษฐกิจได้น้อยลง ขณะที่ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุจะมากขึ้น โดยเฉพาะงบด้านสวัสดิการและงบการรักษาพยาบาลของรัฐบาล

ที่น่าสังเกตและต้องติดตามต่อไป คือ ภาคบริการที่รายได้ส่วนใหญ่มาจากการท่องเที่ยวและช่วยให้เศรษฐกิจปีนี้ยังขยายตัวได้นั้น มีข้อมูลว่าปีนี้นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มาจากประเทศจีนสูงเป็นอันดับ 1 จำนวนถึง 22 ล้านคน ถือว่าสูงเป็นประวัติการณ์

แต่การเพิ่มสูงของนักท่องเที่ยวจีนส่วนหนึ่งมาจากการที่ราคาหุ้นในตลาดหุ้นจีนครึ่งแรกปีนี้ทะยานสูงจนทำให้นักลงทุนชาวจีนรายย่อยมีรายได้พอจะเดินทางท่องเที่ยว แต่ตลาดหุ้นจีนระยะนี้ไม่ได้บูมและซบเซาลง รวมทั้งเกิดเหตุระเบิดที่ราชประสงค์ น่าติดตามว่าปีหน้าไทยจะยังมีนักท่องเที่ยวจีนเข้ามามากน้อยเพียงไร

ในขณะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญปัจจัยเสี่ยงมากมายในระยะข้างหน้า ทีมเศรษฐกิจใหม่ที่มี สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีเป็นหัวเรือใหญ่ ก็ออกมาตรการมาแล้ว2 ชุด หลังจากเข้ารับตำแหน่งได้ไม่ถึง2 เดือน

ชุดแรก เพื่อกระตุ้นกำลังซื้อในชนบท โดยให้ธนาคารรัฐปล่อยกู้กองทุนหมู่บ้าน โครงการตำบลละ 5 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างขนาดเล็ก รวม 1.3 แสนล้านบาท

ชุดที่ 2 คือ มาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เพิ่งออกมา โดยเฉพาะการนำ 20% ของราคาซื้อบ้านมาหักลดหย่อนภาษีได้ การลดค่าโอนและจดจำนอง และการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลธรรมดาเหลือ 20% เป็นการถาวร

และหลังจากนี้จะยังมีมาตรการชุด 3 ออกมา โดยมีการมอบหมาย อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ให้เตรียมมาตรการจูงใจให้เกิดการลงทุนใน 6 เดือนจากนี้ ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ)

โดยเฉพาะซูเปอร์คลัสเตอร์ที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าการส่งเสริมปกติ เช่น ให้นำค่าใช้จ่ายการวิจัยพัฒนามาลดหย่อนภาษีได้ถึง 200% นำค่าใช้จ่ายด้านอบรมบุคลากรมาลดหย่อนภาษีได้ 150% และได้สิทธิการยกเว้นภาษีเงินได้เพิ่มเติมอีก 1-3 ปี เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม มีคำเตือนจาก วีรพงษ์ ที่แม้จะเห็นด้วยกับการนำมาตรการภาษีมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ก็แสดงความเป็นห่วงว่าการที่เศรษฐกิจไทยจะเป็นขาลงไปอีก 5 ปี จะทำให้เกิดปัญหามากมายตามมา โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของกระทรวงการคลังจะไม่เข้าเป้า และราคาสินค้าเกษตรและภาคอุตสาหกรรมจะตกต่ำ ทำให้การส่งออกขยายตัวน้อยหรือติดลบได้

ขณะที่ ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง ที่เห็นว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้ออกมาเยอะมาก ไม่ใช่เป็นของใหม่เป็นของเก่า แต่ก็สร้างความเชื่อมั่นและทำให้ทุกภาคส่วนได้ประโยชน์จากมาตรการ และถ้าทำได้จริงก็ดี แต่รัฐบาลจะมีข้อจำกัดด้านงบประมาณ และข้อจำกัดด้านกฎหมาย เช่น การช่วยเหลือเอสเอ็มอีจะช่วยกลุ่มไหน เพราะการช่วยหว่านไปหมดนั้นทำไม่ได้ มีเงินเท่าไหร่ก็ไม่พอจะช่วย

ด้าน สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) เห็นว่าการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้นโยบายภาษีของรัฐบาลทุกชุดที่ผ่านมา รวมถึงชุดนี้ ยังขาดการจัดเก็บข้อมูล การตรวจสอบ และประเมินผลที่จะได้รับ โดยยกตัวอย่างการส่งเสริมการลงทุนที่ผ่านมา สำนักงานบีโอไอไม่เคยจัดเก็บข้อมูลว่าเอกชนที่ได้บีโอไอไปได้ส่งผลให้ประเทศได้ประโยชน์ด้านใดบ้าง คุ้มกับที่ลดภาษีให้หรือไม่ รวมทั้งไม่มีการตรวจสอบว่าแต่ละแห่งเมื่อได้สิทธิประโยชน์แล้ว เอกชนได้ทำตามที่ขอหรือไม่

นอกจากนี้ สมชัย ยังแสดงความเป็นห่วงการให้สิทธิประโยชน์แก่กิจการที่เป็นซูเปอร์คลัสเตอร์ ที่ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีมากกว่าโครงการที่ได้บีโอไอทั่วไป และขั้นตอนการให้ก็ง่ายกว่า โดยไม่มีระบบตรวจสอบ ผลคือจะก่อให้เกิดภาระทางการคลังในระยะยาวได้

จะเห็นได้ว่าสิ่งที่รัฐบาลและทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ยังขาดอยู่ คือ การมองภาพรวมในการบริหารเศรษฐกิจ เพราะหากยึดการบริหารงานในบริษัทเอกชน การลงทุนหรือการเสียค่าใช้จ่ายใดๆ ไป ย่อมจะต้องคำนึงถึงผลได้กลับมาว่าจะคุ้มค่าและต้องได้กำไร จึงจะตัดสินใจลงทุนหรือยอมเสียค่าใช้จ่าย

เช่นเดียวกับเศรษฐกิจประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่กว่าบริษัทเอกชนมหาศาล ยิ่งต้องคำนึงถึงผลได้ที่จะกลับคืนมา โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจไทยข้างหน้าที่มีความเสี่ยงสูง จากการเข้าสู่บริบทใหม่ หรือ New Normal ที่ยากจะหลีกเลี่ยง ทั้งการเติบโตในอัตราต่ำ และวัยแรงงานที่ลดลงมาก

บริบทใหม่ดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลจัดเก็บรายได้ลดต่ำลง ขณะที่ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นจะเป็นภาระทางการคลังในการดูแลทั้งด้านสวัสดิการสังคมและการบริการด้านสุขภาพ

การดูแลการเงินการคลังของประเทศควบคู่ไปกับการประคองให้เศรษฐกิจยังพอขยายตัวได้ ล้วนมีความสำคัญต่อการบริหารราชการแผ่นดินทั้งสิ้น

โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์แก่ภาคเอกชนแล้วสามารถพิสูจน์ หรือมีระบบเก็บข้อมูล ระบบตรวจสอบ ระบบประเมินผลได้ว่าเศรษฐกิจไทยได้รับผลประโยชน์กลับคืนมาจริงตามความตั้งใจของรัฐบาล ขณะเดียวกันก็ต้องมีการวางระบบโครงสร้างภาษีใหม่เพื่อรองรับภาระทางการคลังจากสังคมสูงอายุในระยะยาวด้วย

วิธีนี้นอกจากจะทำให้รัฐบาลสามารถดูแลทุกข์สุขของประชาชนได้อย่างเต็มที่แล้ว ยังไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังกับการสูญเสียด้านฐานะการคลังได้อีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท