
อย่าส่งออกน้ำมัน
นโยบายด้านการพัฒนาพลังงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ประกาศว่า ได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปพิจารณาทบทวนคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมส่งออกน้ำมันดิบไปต่างประเทศ
นโยบายด้านการพัฒนาพลังงานของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กลายเป็นประเด็นใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง เมื่อ พล.อ.อนันตพร กาญจนรัตน์ รมว.พลังงาน ประกาศว่า ได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติไปพิจารณาทบทวนคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ห้ามผู้รับสัมปทานปิโตรเลียมส่งออกน้ำมันดิบไปต่างประเทศ
ถ้าหากพิจารณาจากเหตุผลที่รัฐมนตรีพลังงานยกมาอรรถาธิบายว่า น้ำมันดิบที่ขุดขึ้นมาได้จากหลายแห่งในพื้นที่สัมปทานของไทยมีคุณภาพไม่ได้มาตรฐาน ไม่เหมาะกับโรงกลั่นน้ำมันในประเทศ จึงจำเป็นต้องเปิดให้โรงกลั่นส่งออกเพื่อระบายน้ำมันดิบที่ผลิตได้ โดยยกตัวอย่างของแหล่งวาสนาในอ่าวไทยที่มีกำลังการผลิตเฉลี่ยวันละ 4,000 บาร์เรล แต่ปัจจุบันมีน้ำมันดิบเก็บสะสมไว้บนเรือกว่า 7.5 หมื่นบาร์เรล ขณะที่เรือรองรับน้ำมันดิบได้แค่เดือน ธ.ค.นี้เท่านั้น จึงจำเป็นต้องเปิดทางให้ระบายออกสู่ตลาด จะเห็นร่องรอยและวิธีคิดที่ผิดพลาดทางนโยบายของรัฐไทยในหลายประการ
ประการแรก เป็นการสะท้อนว่าหน่วยงานของรัฐขาดกลยุทธ์ในการพัฒนาด้านพลังงานของประเทศ โดยตลอดหลายปีที่ผ่านมา บริษัทน้ำมันที่ขุดเจาะทรัพยากรในประเทศขึ้นมา ได้อ้างคุณภาพน้ำมันว่าไม่เหมาะกับโรงกลั่นที่มีอยู่ และใช้เป็นเหตุผลในการขออนุญาตให้ส่งออกน้ำมันคุณภาพต่ำเหล่านี้ออกไปขายให้ผู้ซื้อในต่างประเทศอยู่ตลอดเวลา โดยหน่วยงานของรัฐไม่เคยมีนโยบายที่จะปรับปรุงหรือพัฒนาศักยภาพโรงกลั่นในประเทศขึ้นมา ให้สามารถกลั่นน้ำมันดิบที่ขุดเจาะขึ้นมาได้
สุดท้าย ประเทศไทยจึงไม่พัฒนา เพราะรู้จักแต่การขายทรัพยากรธรรมชาติของประเทศแบบดิบๆ ไม่มีการยกระดับพัฒนา สร้างนวัตกรรม หรือสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านพลังงานของประเทศขึ้นมาได้
ประการต่อมา ถ้าประเทศไทยสามารถออกนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทนแล้ว เอกชนหันมาพัฒนาผลิตเอทานอลแล้วนำมาผสมกับน้ำมันจนกลายเป็นพลังงานหลักในรถยนต์ที่ใช้กันทั้งประเทศได้ รัฐบาลก็สามารถกำหนดนโยบายขึ้นมาพิเศษเพื่อกระตุ้นให้โรงกลั่นในประเทศลงทุนพัฒนาศักยภาพการกลั่น หรือการคิดค้นการสกัดน้ำมันดิบที่เหมาะกับเครื่องยนต์ที่ใช้ในประเทศได้ แต่ทำไมถึงไม่มีการกระทำใดๆ ในเรื่องราวเหล่านี้ กลับปล่อยให้ผู้ผลิตชี้นำทางนโยบายมาตลอด
แนวทางการแก้ไขปัญหาของกระทรวงพลังงานในรูปแบบนี้ จึงขัดแย้งสวนทางกับนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศจะปฏิรูปพลังงาน ปฏิรูปเศรษฐกิจประเทศให้ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม
รัฐบาลไม่ควรจะทบทวนคำสั่งห้ามส่งออกน้ำมันที่ขุดมาได้จากทรัพยากรของประเทศ แล้วปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันนำเข้าน้ำมันแพงมาขายให้กับคนในประเทศ แต่ควรใช้โอกาสนี้สนับสนุนให้โรงกลั่นน้ำมันพัฒนาศักยภาพการผลิต เพื่อนำน้ำมันที่ผลิตได้มาขายคนไทยในราคาที่เหมาะสม ซึ่งหากผลักดันได้สำเร็จเท่ากับการลดการนำเข้า และเพิ่มความมั่นคงทางด้านพลังงานให้ประเทศได้มากขึ้น







