
แก้กับดักเศรษฐกิจ
ดิฉันมีความจำเป็นจะต้องแจ้งให้แฟนานุแฟนของคุณอรุณ จิรชวาลา เจ้าของคอลัมน์เงินเงินเงิน ที่ตีพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ยาวนานครึ่งทศวรรษของหนังสือพิมพ์ว่า คอลัมน์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงคอลัมนิสต์ชั่วคราว เพราะคุณอรุณท่านได้รับเชิญไปทำงานเพื่อชาติ ในการร่วมเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เท่ากับว่าคุณอรุณได้ไปช่วยชาติในอีกมิติหนึ่ง แม้จะเสียดายที่จะไม่ได้อ่านข้อเขียนดีๆ จากคุณอรุณสักพัก แต่ชีวิตต้องเดินหน้า
ดิฉันมีความจำเป็นจะต้องแจ้งให้แฟนานุแฟนของคุณอรุณ จิรชวาลา เจ้าของคอลัมน์เงินเงินเงิน ที่ตีพิมพ์ในโพสต์ทูเดย์ยาวนานครึ่งทศวรรษของหนังสือพิมพ์ว่า คอลัมน์นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงคอลัมนิสต์ชั่วคราว เพราะคุณอรุณท่านได้รับเชิญไปทำงานเพื่อชาติ ในการร่วมเป็นสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) เท่ากับว่าคุณอรุณได้ไปช่วยชาติในอีกมิติหนึ่ง แม้จะเสียดายที่จะไม่ได้อ่านข้อเขียนดีๆ จากคุณอรุณสักพัก แต่ชีวิตต้องเดินหน้า
ช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดิฉันแตกตื่นที่เห็นสถาบันระดับโลกอย่างองค์การการค้าโลก (ดับเบิ้ลยูทีโอ) ธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และอีกหลายสถาบัน ได้ปรับลดอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก และรวมไปถึงเศรษฐกิจไทยด้วย
ทุกสำนักลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยลงทั้งหมด โดยมีเหตุผลเหมือนกันว่า การส่งออกไทยจะยังไม่ฟื้นตัวง่ายๆ อันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจโลกนั่นเอง
ความจริงของเศรษฐกิจไทยนั้นได้มีโอกาสสนทนากับ คุณโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ ประธานกรรมการบริหารธนาคารกรุงเทพ ท่านบอกว่า ต้องยอมรับว่าประเทศไทยติดอยู่ในกับดักที่ทำให้ไม่สามารถเติบโตได้เกิน 5% มาตั้งแต่หลังเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ซึ่งก็เป็นเวลาเกือบ 20 ปีมาแล้ว ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ระดับ 5% ถือเป็นขั้นต่ำ ช่วงไหนเศรษฐกิจโลกเป็นใจก็จะเติบโตมากกว่านี้
ในช่วงทศวรรษก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง เศรษฐกิจของเราโดดเด่นในสายตาของชาวโลกด้วยอัตราการเติบโตเป็นเลข 2 หลัก โดยเราเดินหน้าไปแล้วหลายปีก่อนที่จีนจะเริ่มเติบโตในอัตราที่ใกล้เคียงกัน แต่มีข้อสงสัยในเรื่องเสถียรภาพว่าเติบโตสูงแต่มีเสถียรภาพแค่ไหน แม้อัตราการออมจะสูง แต่ก็ไม่เพียงพอ เราต้องกู้ต่างประเทศจำนวนมหาศาลเพื่อเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งพอภาระหนี้สูงเกินไปจนเจ้าหนี้ไม่มั่นใจว่าเราจะสามารถชำระคืนได้และเริ่มถอนตัว จุดจบจึงมาถึง
แม้จะผ่านช่วงเวลาลำบากของวิกฤตต้มยำกุ้ง เราไม่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดในอดีตของเรา นโยบายเศรษฐกิจของแต่ละรัฐบาลหลังจากนั้นไม่มีเลยที่ส่งเสริมการออมและการขยายกำลังผลิตอย่างจริงจัง
ในทางตรงข้าม เรากลับไปให้ความสำคัญกับการบริโภคและการเข้าถึงสินเชื่อของรายย่อย ซึ่งทำให้หนี้สินภาคครัวเรือนสูงขึ้น และอัตราการออมยิ่งต่ำลง ส่วนการลงทุนก็มักจะเน้นการลงทุนภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการด้านคมนาคม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่ชาวบ้านให้ความสนใจ แต่จะไม่ช่วยให้เราหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจที่เราติดอยู่
กลุ่มการเมืองมีส่วนสำคัญในการทำให้การออมภาคครัวเรือนลดลง โดยการนำนโยบายประชานิยมมามอมเมาประชาชนแลกกับคะแนนเสียงเลือกตั้ง ซึ่งทำให้กลุ่มการเมืองอื่นๆ หนีไม่พ้นที่จะต้องเอาอย่างบ้าง ถ้าไม่ทำก็แพ้เลือกตั้ง
และเมื่อเอาอย่างกันแบบบูรณาการ คือ แข่งกันว่าใครจะให้มากกว่ากัน โดยอ้างแต่เรื่องสงครามชนชั้น รัฐบาลชุดนั้นเป็นรัฐบาลอำมาตย์ รัฐบาลชุดนี้เป็นไพร่ แบ่งแยกไร้สาระแต่ไม่มีการขยายฐานภาษี ด้านรายได้ก็เริ่มไม่พอ หาเท่าไหร่ก็ไม่พอใช้ การขาดดุลงบประมาณจึงเริ่มขึ้น
ปัญหาที่สะสมกันมาแต่ไม่มีการแก้ไข เพราะเกิดปัญหาทางการเมืองเสียก่อน เวลาเกือบ 10 ที่เสียไปจากการทะเลาะเบาะแว้งกัน ดิฉันไม่ขอวิจารณ์ในทางการเมืองเพราะไม่สันทัด แต่ในทางเศรษฐกิจนี่ขอบอกว่าเราเสียโอกาสไปมหาศาล เสียโอกาสปฏิรูปด้านต่างๆ การแก้ไขปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศถดถอย เป็นต้น
ฉะนั้น ตลอดสิบปีที่ผ่านมา เราจะเห็นอันดับความสามารถการแข่งขันในหลายๆ ด้านของไทย ตกชั้นลงในหลายด้านและตกชั้นลงไปเรื่อยๆ โดยไม่เห็นหนทางว่าจะแก้ไขได้อย่างไร เพราะเรามีแต่รัฐบาลที่มองแต่ปัญหาเฉพาะหน้า แก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า ขาดการวางนโยบายแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและกำหนดยุทธศาสตร์ในระยะยาว
นักเศรษฐศาสตร์รุ่นใหญ่อย่าง อาจารย์โฆสิตระบุอย่างชัดเจนว่า ถ้าหากเรายังอยู่แบบนี้ ไม่ปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ยังอยู่ในโครงสร้างเศรษฐกิจเดิมๆ การแก้ไขแบบเดิมๆ ในที่สุดแล้วเราจะติดกับดักเศรษฐกิจ และก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากปัญหาได้
และเศรษฐกิจไทยก็จะถดถอยต่อไป
ในปีหน้า ประเทศสมาชิกอาเซียนจะเข้าสู่การรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) เต็มตัว แต่เศรษฐกิจไทยจะยังคงถูลู่ถูกังและคงอยู่ในอันดับท้ายๆ ของอาเซียนต่อไป แม้จะมีบางสำนักวิเคราะห์เศรษฐกิจเห็นว่ายังมีประเทศที่แย่กว่าไทย แต่ก็ไม่เห็นว่าจะเป็นเหตุผลที่น่าดีใจ
การเปรียบเทียบเศรษฐกิจควรจะเปรียบเทียบกับคนที่ดีกว่า ไม่ใช่ไปเปรียบเทียบกับคนที่แย่กว่า และมาดีใจว่าเราไม่ได้แย่ที่สุด
แม้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของไทยจะเปลี่ยนจาก ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล แล้ว มาเป็น ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ ก็ทำนายว่าปีหน้าเราจะโตได้เพียง 4-5% ท่านบอกว่าเศรษฐกิจโลกไม่เป็นใจ ทำให้หวังพึ่งการส่งออกไม่ได้ ซึ่งผมไม่แปลกใจ เพราะรัฐบาลก่อนๆ ก็อ้างปัญหานี้เช่นกัน
การจะหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องง่าย มิฉะนั้นประเทศส่วนใหญ่ในโลกคงประสบความสำเร็จในการพัฒนาประเทศไปหมดแล้ว
การที่จะทำให้เศรษฐกิจกลับไปเติบโตในระดับสูงเกิน 5% ได้อย่างยั่งยืน จำเป็นต้องมีการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง และจะต้องปฏิรูปแทบจะทุกด้านไม่เฉพาะเศรษฐกิจ จะต้องปฏิรูปการศึกษา สังคม ฯลฯ ถือเป็นงานช้างที่จะต้องระดมผู้รู้ คนเก่งทั่วประเทศมารวมตัวกันทำแผนยุทธศาสตร์ประเทศเลยทีเดียว
แต่กระบวนการดังกล่าวจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย หากผู้นำรัฐบาลไม่เห็นปัญหา ไม่มีวิสัยทัศน์ บางเรื่องหากเป็นรัฐบาลปกติไม่สามารถที่จะผ่านไปได้ง่าย
ดิฉันยังหวังว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี จะเห็นปัญหาและมุ่งมั่นที่จะแก้ไข สิ่งที่รัฐบาลต้องทำจะต้องทำทั้งเรื่องระยะสั้นและระยะยาว
ดิฉันเห็นว่าประชาชนส่วนใหญ่เอาใจช่วยให้ พล.อ.ประยุทธ์ บริหารประเทศภายใต้โรดแมปให้เดินหน้าต่อไปอย่างราบรื่น เพื่อที่จะให้ประเทศเราเดินหน้าต่อไป แม้จะถอยหลังไปพักใหญ่ แต่ก็มีความหวังที่ประเทศไทยจะเดินหน้าต่อไปอย่างสง่างาม







