
สารจากใจนายกฯ ภาวะ ‘จำเป็น’ รุกพื้นที่สื่อ
เพราะเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
เพราะเหตุใด พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จึงมอบหมายให้ พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาอ่าน “สารจากใจนายกรัฐมนตรี” ผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ
ทั้งที่ช่องทางการสื่อสารรัฐบาลมีพื้นที่ประจำอยู่ไม่น้อย อาทิ ทุกคืนวันศุกร์ เวลา 20.15 น. ที่นายกฯ จะใช้เวลาโดยเฉลี่ย 30 นาที เพื่อบอกเล่าเรื่องราวสถานการณ์การเมือง เศรษฐกิจ และผลงานต่างๆ ของรัฐบาล รายการเดินหน้าประเทศไทย ที่ถ่ายทอดทุกวัน ช่วงเวลา 18.00 น. ต่อด้วยช่วงค่ำกับรายการเปิดใจไทยคู่ฟ้า ด้วยการเชิญรัฐมนตรี ข้าราชการระดับสูงมาแจกแจงการทำงานตามนโยบายรัฐบาล แถมยังมีการผลิตจดหมายข่าวรัฐบาลเพื่อประชาชนที่ออกเป็นรายปักษ์ ทุก 15 วัน เรียกว่า เต็มอิ่มจุใจกับงานประชาสัมพันธ์ของรัฐบาล คสช.
แต่สำหรับสารจากใจนายกฯ ถูกถ่ายทอดออกมาสองครั้งในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน เริ่มตั้งแต่ฉบับที่ 1 เมื่อวันที่ 11 ต.ค. ตามด้วยฉบับที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา
พล.อ.ประยุทธ์ บอกกับสื่อด้วยว่า “หากมีความจำเป็นก็จะออกสารจากนายกรัฐมนตรีอีก จะได้ไม่ต้องพูดมาก และสิ่งไหนที่เป็นเรื่องที่มีผลกระทบต่อสังคมต่างๆ ก็ต้องให้มีการแถลงออกไปบ้าง”
เมื่อถอดเนื้อหาของสารที่สื่อออกมาทั้งฉบับที่ 1 และ 2 นั้นเป็นไปในลักษณะการชี้แจงทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรดแมป คสช. แนวทางการร่างรัฐธรรมนูญ และการสร้างความปรองดอง
แต่หากประมวลสถานการณ์แล้ว แน่นอนว่า ห้วงระยะเวลาของรัฐบาล คสช.กำลังเดินสู่โรดแมปช่วงสุดท้าย ก่อนที่จะส่งต่อไปยังรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งช่วงปี 2560 โดยไม่สามารถขยายเวลาให้นานไปกว่านี้ได้ เพราะได้นำโรดแมปนี้ประกาศไว้บนเวทีประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติครั้งที่ 70 ที่สหรัฐอเมริกา ดังนั้นช่วงจังหวะเวลาของ คสช.ที่เหลือจะเห็นว่าไม่สามารถควบคุมการแสดงออกทางความคิดเห็นทางการเมืองจากภาคส่วนต่างๆ ได้มากนัก ยิ่งนานวันไปการใช้อำนาจจะทู่ลง ไม่สามารถทำอะไรได้เต็มที่ ไม่บาดคมเหมือนช่วงแรกๆ
กอปรกับความเคลื่อนไหวที่ถือว่าเป็นผลกระทบต่อการทำงานของรัฐบาลที่มากกว่าผลกระทบทางสังคมนั้นมีอยู่มาก อาทิ การออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มแสดงความคิดเห็นต่างทางการเมือง การจัดกิจกรรมโดยอาศัยช่วงวันสำคัญในอดีตที่เป็นเชิงสัญลักษณ์มาแสดงออกต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย
ทั้งจากภาคนักศึกษาและภาคประชาชน, การแสดงความคิดเห็นของซีกฝั่งการเมือง โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยและแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ออกมาติติงการบริหารประเทศของรัฐบาลโดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
รวมถึงการออกมาตอบโต้ โจมตีรัฐบาลแบบช็อตต่อช็อตที่รัฐบาลใช้อำนาจออกคำสั่งทางปกครองเล่นงานชดใช้ค่าเสียหายโครงการรับจำนำข้าวกับ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รวมถึงเวทีเสวนาทางวิชาการด้วย ซึ่งหัวข้อและเนื้อหาการเสวนาแต่ละเวทีเมื่อตกผลึกแล้วก็สร้างแรงกระเพื่อมถึงความชอบธรรมของรัฐบาล คสช.อยู่ไม่น้อย
เหตุผลทั้งหมดอาจเพียงพอที่ พล.อ.ประยุทธ์ ต้องเร่งชิงพื้นที่สื่อที่ถือว่าเป็นอาวุธสำคัญ โดยไม่สนว่าจะกระทบต่อธุรกิจสื่ออย่างไร และสารข้อความนั้นจะสื่อถึงประชาชนมากน้อยแค่ไหน เพราะอารมณ์คนฟังอาจจะไม่พร้อมรับฟังอะไรจากรัฐบาลอีกก็ได้ อีกทั้งเนื้อหาที่ออกมาก็ไม่ได้มีอะไรใหม่นัก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องการออกมาตอกย้ำเท่านั้นเอง
ไม่ว่าสารนั้นจะสื่อถึงผู้รับสารมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญคือนายกฯ ต้องเร่งออกมาทำอะไรสักอย่าง และสิ่งที่คิดว่าทำง่ายสุดคือ สร้างความเข้าใจเพื่อตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ก่อนที่ประชาชนจะไปรับฟังข้อมูลจากฝั่งตรงข้ามอย่างบิดเบือนจนเกิดการเคลื่อนไหวจากภาคส่วนต่างๆ จนกลายเป็นไม้นวมที่มาร่วมกันตีรัฐบาลจนน่วมซะก่อน
ที่ผ่านมานายกฯ ประยุทธ์ บอกอยู่เสมอว่าการสร้างความเข้าใจกับประชาชนทางตรงเป็นสิ่งสำคัญ ในทางตรงกันข้าม ถ้าไม่มีนายกฯ และโฆษกรัฐบาล ยากมากที่ประชาชนจะรู้ความเคลื่อนไหวของรัฐบาล
จุดอ่อนอย่างหนึ่งคือ เจ้ากระทรวงต่างๆ ไม่กล้าออกมาพูดอะไรมากนัก เกรงว่าจะไม่ถูกใจนายกฯ บ้าง กลัวถูกตำหนิบ้างจึงเลือกใช้วิธีสงบสยบความเคลื่อนไหว ไม่แปลกว่าทำไมการสื่อสารที่ออกมาจากนายกฯ ประยุทธ์ จึงมากเป็นพิเศษ
แน่นอนว่าการเลือกสื่อสารทางเดียว คือ การเลือกที่ดีที่สุดของผู้ส่งสารที่มีบุคลิกแบบ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะเป็นคนคิดอะไรก็พูดมาแบบนั้น หรือมักพลาดพลั้งการพูดด้วยอารมณ์อยู่บ่อยครั้ง
ดังนั้น การสื่อสารทางเดียวไม่เสียรังวัดได้ง่าย หากเทียบกับการให้สัมภาษณ์หรือสื่อสารสองทางกับสื่อมวลชนโดยตรง
แต่ทางเลือกแบบนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการสื่อสารที่ดีที่สุด แต่อาจเป็นการสื่อสารล้มเหลวที่สุดก็ได้ เพราะประชาชนจะไม่รับฟัง อีกทั้งส่งผลให้ธุรกิจสื่อรับผลกระทบอย่างมากด้วยเช่นกัน







