
ผลประโยชน์และยุทธศาสตร์แห่งชาติ
แต่ละปีสหรัฐอเมริกาจะกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้เห็นอย่างชัดเจน และเป็นแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ ปีนี้ก็เช่นกัน ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาถึงวิธีคิดของคนอเมริกันต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนอื่นเขาดูตัวเองก่อนว่าเวลานี้ “สถานภาพ” ของอเมริกาเป็นอย่างไรบ้าง ประธานาธิบดีอเมริกันแต่ละคนล้วนแต่ประกาศว่า อเมริกาแข็งแรงที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีใครเทียบได้ สิ่งที่ผู้นำอเมริกันทุกคนรวมทั้งประธานาธิบดีโอบามาย้ำเตือนเสมอ คือ ด้วยความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ดังนั้น อเมริกาต้อง “นำ” คนอื่น หรืออเมริกาต้องเป็นผู้นำโลก ย้ำเตือนฝังหัวอเมริกันชนว่า นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อตัวเองใหญ่ที่สุดแล้วจะไปตามคนอื่นได้อย่างไร ดังนั้น อเมริกันต้องเป็น “ผู้นำโลก” หรือเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลกว่าจะให้เดินไปในทางไหน เป็นคนกำหนดชาตาของโลก นี่เป็นความเชื่อของอเมริกันชน
แต่ละปีสหรัฐอเมริกาจะกำหนดยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติให้เห็นอย่างชัดเจน และเป็นแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานรัฐ ปีนี้ก็เช่นกัน ประธานาธิบดี บารัก โอบามา ได้ประกาศยุทธศาสตร์ชาติตั้งแต่ต้นปี ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าศึกษาถึงวิธีคิดของคนอเมริกันต่อการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ก่อนอื่นเขาดูตัวเองก่อนว่าเวลานี้ “สถานภาพ” ของอเมริกาเป็นอย่างไรบ้าง ประธานาธิบดีอเมริกันแต่ละคนล้วนแต่ประกาศว่า อเมริกาแข็งแรงที่สุด ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีใครเทียบได้ สิ่งที่ผู้นำอเมริกันทุกคนรวมทั้งประธานาธิบดีโอบามาย้ำเตือนเสมอ คือ ด้วยความยิ่งใหญ่ของอเมริกา ดังนั้น อเมริกาต้อง “นำ” คนอื่น หรืออเมริกาต้องเป็นผู้นำโลก ย้ำเตือนฝังหัวอเมริกันชนว่า นี่คือความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ เมื่อตัวเองใหญ่ที่สุดแล้วจะไปตามคนอื่นได้อย่างไร ดังนั้น อเมริกันต้องเป็น “ผู้นำโลก” หรือเป็นผู้กำหนดทิศทางของโลกว่าจะให้เดินไปในทางไหน เป็นคนกำหนดชาตาของโลก นี่เป็นความเชื่อของอเมริกันชน
ประธานาธิบดีโอบามาคุยว่าเศรษฐกิจอเมริกาปีนี้แข็งแกร่งที่สุด และเป็นรากฐานสำคัญต่อความมั่นคงของชาติ รัฐบาลสามารถสร้างงานได้มากที่สุดในรอบหลายปี การว่างงานต่ำสุดในรอบ 6 ปี อเมริกาเป็นผู้นำในการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ อเมริกาก้าวหน้าที่สุดด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมของเศรษฐกิจโลก เรื่องนี้คงไม่มีใครปฏิเสธ
วิธีคิดของนักยุทธศาสตร์อเมริกันเป็นเรื่องที่น่าสนใจทุกครั้ง เขาจะพูดย้ำให้คนอเมริกันได้เข้าใจถึง “ผลประโยชน์แห่งชาติ” ของสหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่ก็คงเดิม ปีนี้ก็คล้ายกับที่เขาระบุไว้ในยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ปี 2553 คือ (1) ความมั่นคงปลอดภัยของสหรัฐอเมริกาและชาวอเมริกันของพันธมิตรอเมริกา (2) เศรษฐกิจอันแข็งแกร่งของสหรัฐในระบบเศรษฐกิจสากลเสรีซึ่งส่งเสริมโอกาสและความเจริญรุ่งเรือง (3) การเคารพยึดมั่นในค่านิยมสากลทั้งในสหรัฐอเมริกาและทั่วโลก (4) สหรัฐต้องเป็นผู้นำในการจัดระเบียบโลกด้านสันติภาพ ความมั่นคง ด้วยการร่วมมือกับมิตรประเทศในการเผชิญกับสิ่งท้าทายใหม่ๆ ของโลก
เพราะฉะนั้นคนอเมริกันไม่ว่าจะอยู่ส่วนใดของโลกจะรู้ว่าผลประโยชน์แห่งชาติของสหรัฐคืออะไร และพวกเขาจะช่วยทำอะไรได้บ้างเพื่อรักษา ส่งเสริมผลประโยชน์ของอเมริกา อย่างไรก็ดี นักยุทธศาสตร์อเมริกันว่า อเมริกายังคงเผชิญกับภัยคุกคามและอุปสรรคอีกหลายประการที่จะขัดขวางไม่ให้สหรัฐบรรลุผลประโยชน์ที่กำหนดไว้ นักยุทธศาสตร์จึงต้องระบุ “ภัยคุกคาม” ให้เห็นชัด คือ (1) โอกาสที่สหรัฐอาจถูกโจมตีเป็นครั้งที่สองภายในประเทศ หลังจากที่เคยเจอครั้งแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2544 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่สหรัฐถูกลูบคมถึงภายในบ้านอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน (2) การคุกคามหรือการลงมือโจมตีต่อคนอเมริกันที่อาศัยหรือทำมาหากินอยู่ในต่างประเทศ หรือการโจมตีประเทศพันธมิตรของอเมริกา (3) เกิดวิกฤตเศรษฐกิจกว้างขวางทั่วโลก หรือการชะลอตัวทางเศรษฐกิจทั่วโลกซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจอเมริกัน (4) การแพร่กระจายหรือการใช้อาวุธที่มีอำนาจทำลายร้ายแรง (ซึ่งสหรัฐพยายามควบคุมเพื่อไม่ให้ตกไปอยู่ในมือของรัฐอันธพาลหรือกลุ่มผู้ก่อการร้ายระหว่างประเทศที่จะนำมาใช้โจมตีต่อสหรัฐและพันธมิตร) (5) การแพร่ระบาดของโรคระบาดร้ายแรงที่ควบคุมยาก และอาจแพร่เข้ามาถึงสหรัฐ (6) สภาพอากาศโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง และกระทบต่อสภาพอากาศของสหรัฐ ก่อให้เกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติที่ร้ายแรงถี่ขึ้น สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวง (7) การขาดแคลนพลังงานหลักของโลก หรือมีราคาสูงเกินไป ให้ตลาดพลังงานโลกปั่นป่วน (8) การโยกย้ายถิ่นฐาน การอพยพลี้ภัยขนานใหญ่ ดังเช่นที่ชาวซีเรียและแอฟริกันเหนืออพยพสู่ยุโรป การฆ่าทำลายเผ่าพันธ์ุในแอฟริกา
ภัยคุกคามหรือความเสี่ยงเหล่านี้ อเมริกามองว่า หากเกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์แห่งชาติของตนทั้งในและนอกอเมริกา เขาต้องเตรียมป้องกัน ระงับยับยั้ง แก้ไขไว้ก่อน โดยกำหนด “ลำดับความสำคัญเร่งด่วน” ของปัญหาที่จะต้องแก้ไข อะไรที่ป้องกันได้ก็ป้องกัน อะไรที่พอระงับยับยั้งได้ก็ทำ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาทางแก้ไข หรือบรรเทาปัญหานั้นให้มีความสูญเสียน้อยที่สุด
ต้องยอมรับว่าคนอเมริกันทำอะไรเป็นระบบ โดยเฉพาะในด้านที่เกี่ยวกับความมั่นคงของประเทศ นักยุทธศาสตร์รู้ว่าเขาจะต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง จะต้องทำอะไรบ้าง จัดสรรกำลังคน งบประมาณ อุปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ลงไปแก้ปัญหาอะไรบ้าง ไม่ใช่แก้ปัญหาอย่างฉุกละหุกเหมือนบางประเทศที่กำลังพัฒนา ที่มักรอให้ปัญหาเกิดขึ้นก่อนแล้วค่อยตามแก้กันไป บางทียังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไปเพื่ออะไร ผลประโยชน์ของประเทศอยู่ตรงไหน
ไทยกำลังจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และกำลังจะมี “ยุทธศาสตร์ของชาติระยะ 20 ปี” ที่นักยุทธศาสตร์ไทยกำลังขะมักเขม้นเขียนกันอยู่ และกำลังเดินสายชี้แจงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าใจ สุดท้ายจะออกมาเป็นกฎหมายว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ในขณะที่สภาความมั่นคงแห่งชาติภายใต้เลขาธิการคนใหม่คงเตรียมจัดทำ “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ” เช่นกัน ส่วนจะเป็นระยะ 20 ปีหรือไม่ อย่างไร ยังไม่ทราบ อะไรที่ดีๆ ของอเมริกัน เราน่าจะศึกษาไว้โดยนำมาปรับให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของไทย เอามาแต่หลักการ แต่อย่าไปลอกมาทั้งดุ้น
เพราะไทยไม่ได้เป็นมหาอำนาจแบบอเมริกัน ขนาดอเมริกาที่ว่าแน่ยังโดนคนทั่วโลกด่าเพราะยุ่งกับเขาไปหมด หากผู้นำอเมริกา ตะวันออกกลาง เวลานี้อาจโดนคนซีเรีย คนอิรัก คนลิเบีย ถุยน้ำลายรดก็ได้







