
ดันให้สะเด็ดน้ำ
ในเมื่อรัฐบาลอาจต้องสูญรายได้จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วง 6 เดือนที่จะใช้มาตรการตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเพื่อไม่ให้ค่าธรรมเนียมรายได้ของรัฐสูญเปล่า จึงอยากให้เดินหน้ามาตรการอื่นที่เป็นการแก้ที่ตรงจุดเพิ่มขึ้น จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จะได้คุ้มกับรายได้รัฐที่หายไป
ในเมื่อรัฐบาลอาจต้องสูญรายได้จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ 1.5 หมื่นล้านบาท ในช่วง 6 เดือนที่จะใช้มาตรการตามที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติเพื่อไม่ให้ค่าธรรมเนียมรายได้ของรัฐสูญเปล่า จึงอยากให้เดินหน้ามาตรการอื่นที่เป็นการแก้ที่ตรงจุดเพิ่มขึ้น จากมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์จะได้คุ้มกับรายได้รัฐที่หายไป
เป็นที่ทราบกันว่ามาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเดิมไม่ได้เป็นมาตรการเร่งด่วนของรัฐบาลมากเท่ากับการเพิ่มกำลังซื้อกลุ่มรากหญ้า เช่น งบ 1.3 แสนล้านบาท ที่เร่งเบิกใน 3 เดือนก่อนสิ้นปีนี้ หรือมาตรการช่วยเรื่องเงินกู้ผู้ประกอบการรายกลางรายย่อยหรือเอสเอ็มอี
อย่างไรก็ตาม จากที่มีข่าวหลุดออกไปว่ารัฐบาลเตรียมจะออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ ส่งผลให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดนกระทบจากการชะลอซื้อ ยื้อเวลาโอน เพราะผู้ซื้อต้องการรอมาตรการที่คาดว่าจะมีการลดค่าธรรมเนียมการโอน ลดค่าจดจำนอง รวมมากถึง 2-3%
ดังนั้น เพื่อไม่ให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ชะงัก รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์โดยจัดออกมาเป็นแพ็ก แบ่งเป็น 3 เรื่องใหญ่ คือ การเพิ่มโอกาสให้ผู้ที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการปล่อยสินเชื่อซื้อบ้าน สามารถขอกู้จากธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) โดยมีวงเงินเบื้องต้น 1 หมื่นล้านบาท ที่จะดำเนินการใน 1 ปี ซึ่งหากไม่เพียงพอยังสามารถเพิ่มวงเงินได้
สอง การลดค่าธรรมเนียมการโอนจาก 2% เหลือ 0.01% ของราคาประเมินค่าจดจำนองจาก 1% เหลือ 0.01% ของเงินกู้ ให้กับผู้ที่ซื้อบ้านทั้งเก่าและใหม่ในช่วง 6 เดือนหรือถึงเดือน เม.ย.ปีหน้า เพื่อประหยัดเงินให้กับประชาชน และสามให้ผู้ซื้อบ้านต่ำกว่า 3 ล้านบาท สามารถนำวงเงิน 20% ของมูลค่าบ้านไปหักลดหย่อนในการคำนวณภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในช่วง 5 ปีภาษี
จากภาพรวมของมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาลครั้งนี้ จะเห็นได้ว่ามีการพยายามแก้ปัญหาของอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งที่ผ่านมาโดนธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธเงินกู้มากถึงกว่า 30% ของจำนวนผู้ยื่นขอ เพราะปัญหาหนี้ครัวเรือนไทยยังสูงถึงกว่า 80% และมีการเพิ่มกำลังซื้อให้กับผู้ผ่อนด้วยการลดค่าธรรมเนียมต่างๆ และหากเป็นผู้มีรายได้น้อยซื้อบ้านหลังละต่ำกว่า 3 ล้านบาทจะได้เงินคืนในรูปของภาษีอีก
เมื่อเป็นเช่นนี้ เมื่อรัฐบาลจะกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ให้ได้ผล เป็นหัวหอกช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ รัฐบาลควรช่วยกลับมาแก้ปัญหาหลักด้วยการสร้างความเชื่อมั่น ที่หลายฝ่ายเรียกร้องมาต่อเนื่อง นั่นคือการใช้จ่ายภาครัฐ ลงทุนสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น รถไฟฟ้า รถไฟทางคู่ มอเตอร์เวย์ หากรัฐเดินหน้าโครงการใช้จ่ายให้เห็นเป็นรูปธรรม จะเรียกความเชื่อมั่นให้ประชาชนว่าจะมีการจ้างงงาน มีรายได้ในอนาคต จะกล้าใช้จ่าย จากนั้นเอกชนจะกล้าลงทุนผลิตเพื่อรับกำลังซื้อ ดังนั้นจึงอยากให้รัฐบาลขยับให้ครบเพื่อรายได้ที่สูญไปจะได้ไม่เสียเปล่า







