posttoday
การปฏิรูปประเทศโดยการ เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง

การปฏิรูปประเทศโดยการ เปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมือง

14 ตุลาคม 2558

โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

โดย...รศ.ดร.วรรณธรรม กาญจนสุวรรณ

ด้วยรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา 39/2 วรรคสอง บัญญัติให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ประกอบด้วยสมาชิกจำนวนไม่เกินสองร้อยคนซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง และเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2558 ได้มีการเลือกประธาน สปท. ได้แก่ ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ และรองประธานคนที่ 1 และคนที่ 2 ได้แก่ อลงกรณ์ พลบุตร และวิไลลักษณ์ ศรีอรุณ ตามลำดับ 

ทั้งนี้ คาดว่า สปท.จะเน้นการขับเคลื่อนไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว มาตรา 27 ที่เน้นใน 10 เรื่อง คือ 1.การเมือง 2.การบริหารราชการแผ่นดิน 3.กฎหมายและกระบวนการยุติธรรม 4.การปกครองท้องถิ่น 5.การศึกษา 6.เศรษฐกิจ 7.พลังงาน 8.สาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม 9.สื่อสารมวลชน 10.สังคม   

อย่างไรก็ตาม หากการปฏิรูปประเทศนำแนวคิดวัฒนธรรมทางการเมืองมาวิเคราะห์พินิจการเมืองมีเรื่องที่น่าสนใจ ดังนี้

1.จะสังเกตได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องบ่งชี้ทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ยังเกิดขึ้นในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสังคมเมืองนั้นๆ อย่างเช่น การยึดอำนาจการปกครอง เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช. อาจทำให้ผู้ยึดถือวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยมีพฤติกรรมรังเกียจต่อผู้ปกครอง แต่ก็มีส่วนหนึ่งเช่นกันที่สนับสนุนการยึดอำนาจอันเป็นลักษณะหนึ่งของวัฒนธรรมทางการเมืองของไทย กลับให้คุณค่าและถือว่าเป็นความจำเป็นที่ คสช.เข้ามาควบคุมการปกครองเพื่อการสร้างประชาธิปไตยที่ต้องมีการพิสูจน์และรอวันที่ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้นอีกในอนาคต และพร้อมที่จะเกิดวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตยที่แท้จริง

2.การสร้างประชาธิปไตย (Democratization) มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับวัฒนธรรมทางการเมือง หากวัฒนธรรมทางการเมืองมีแนวโน้มเป็นประชาธิปไตย อันได้แก่ คุณลักษณะของการยึดมั่น สิทธิเสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ที่สำคัญคือการมีจิตสำนึกหน้าที่พลเมืองแยกผลประโยชน์ส่วนตน คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ และการเคารพในหลักนิติธรรม หากประชาชนมีวิถีชีวิตเยี่ยงนี้ การปฏิวัติรัฐประหารอาจไม่มี แต่ในสังคมไทยมีการปฏิวัติและรัฐประหารมาแล้วหลายครั้ง คงยืนยันได้ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองไทยจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขกันต่อไป ในขณะที่วัฒนธรรมทางการเมืองเชิงเผด็จการมีหลากหลายแนวทาง และมีผลต่อการปกครองไทย ที่สังเกตพบในสังคมไทยในวันนี้ การปกครองโดย คสช.ยังคงเน้นที่อำนาจนิยม เด็ดขาด การสร้างความรับผิดชอบในทุกสิ่งทุกอย่างไว้ที่ผู้นำแต่เพียงผู้เดียว อันเป็นลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเผด็จการ

ถึงแม้ว่าสิ่งที่ คสช.มีความพยายามใช้ในการสร้างประชาธิปไตยที่เด่นชัด คือ เสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย สถานการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดวัฒนธรรมทางการเมืองของไทยเป็นรูปแบบผสมผสานระหว่างความเป็นประชาธิปไตยและความเป็นเผด็จการดำรงอยู่คู่กัน โดยทางทหารมีกฎอัยการศึก และรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 มาตรา 44 เป็นเครื่องมือที่มีอำนาจเบ็ดเสร็จ และถือได้ว่าเป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้มแข็งให้กับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบเผด็จการให้มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการออกคำสั่งต่างๆ ที่ให้ผู้เกี่ยวข้องมารายงานตัว ปรับเปลี่ยนทัศนคติความเชื่อแบบเดิมๆ ไปสู่เจตนารมณ์แห่ง คสช. รวมถึงการปฏิรูปประเทศตามแนวทางบันได 3 ขั้นให้บรรลุจุดมุ่งหมาย

3.สิ่งพิเศษทางการเมืองไทย คือ วัฒนธรรมทางการเมืองแบบเผด็จการนี้ ดูเหมือนมีเจตนารมณ์อย่างหนักแน่นว่าจะเป็นไปในการใช้อำนาจเบ็ดเสร็จเพื่อเข้ามาสร้างระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ มีความเป็นไปได้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ให้การยอมรับในระยะแรกเพราะมีการต่อต้านน้อย แต่ระยะยาวไม่แน่อาจมีการต่อต้านมากขึ้นหรือไม่มีเลย

ในขณะเดียวกัน คสช.ก็เร่งสร้างความชอบธรรมทางการเมืองโดยพยายามเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมทางการเมืองแบบดั้งเดิมของไทยที่ถูกกล่าวขานว่าเป็นวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไพร่ฟ้าไปสู่วัฒนธรรมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย พบว่าบันได 3 ขั้นก่อนการเลือกตั้งจะต้องผ่านกระบวนการอบรมกล่อมเกลาทางการเมือง เปลี่ยนผ่านสักระยะหนึ่ง ที่ต้องอาศัยกลไกเสริมสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่สำคัญ คือ สถาบันและกระบวนการทางการเมืองไทย โดยเฉพาะสถาบันทางการเมืองที่เรียกว่า แม่น้ำทั้ง 5 สาย รวมถึงความร่วมไม้ร่วมมือของทุกฝ่าย ทุกสี ข้ามพ้นคำว่า ปรองดองและสมานฉันท์ ไปสู่ การสร้างรัฐชาติใหม่ที่ยั่งยืนและมีความสุข เราควรมีคำถามตั้งโจทย์กันใหม่ว่าวัฒนธรรมทางการเมืองแบบไทยจะมีจุดเด่นอะไรที่นำไปสู่การหลุดพ้นจากระบบนายทุนสามานย์

4.ด้วยเหตุนี้วัฒนธรรมทางการเมืองจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่ สปท.เร่งปลูกฝังค่านิยม อุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งหมายประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ว่าจะประกอบไปด้วยเหตุปัจจัยใดบ้าง หรือสร้างตัวชี้วัด (KPI) ของความเป็นประชาธิปไตยที่ทำให้เกิดความมั่นคงแห่งรัฐ ตลอดจนจะมี “กลไกอะไรขับเคลื่อน” ให้เกิดบรรยากาศและบริบทที่เหมาะสมกับสังคมไทยอย่างไร

จึงทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองเป็นเรื่องที่ท้าทายและต้องเชื่อมั่นว่าสามารถเปลี่ยนแปลงได้ สามารถสร้างความโน้มเอียงให้ไปในทางเผด็จการหรือประชาธิปไตย คสช.จึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์ที่ต้องการทำปฏิรูปการเมือง เศรษฐกิจ และสังคมใหม่ แต่ต้องตระหนักถึง “ความรู้ความเข้าใจ” ของประชาชนด้วย โดยการตั้งคำถามที่ว่าปฏิรูปการเมืองเพื่อใครและอย่างไร และใครคือตัวจริง โดยเฉพาะ “ภาคประชาชน” ควรมีบทบาทนำมากกว่า คสช.ใช่หรือไม่ ดังนั้น จึงไม่สำคัญไปกว่าการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมทางการเมืองไทยที่สมบูรณ์ ที่เอื้อต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั้นเอง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท