
เข้า ‘ทีพีพี’ อย่าผลีผลาม ‘ได้’ หรือ ‘เสีย’ ดูให้คุ้ม
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ
จรดปากกาลงนามกันไปแล้วสำหรับผู้นำ 12 ประเทศ ในความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) หลังมีการเจรจากันมานาน 5 ปี และนับเป็นข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) แบบพหุภาคีที่ใหญ่ที่สุดในรอบนับสิบปีมานี้ โดยคิดเป็นมูลค่าการค้ากับไทยถึง 40%
ที่สำคัญก็คือ ในกลุ่ม 12 ประเทศข้างต้นนี้ยังรวมถึง “เวียดนาม” และ “มาเลเซีย” ซึ่งถือเป็นคู่แข่งสำคัญของไทย ทั้งในแง่การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) กลายเป็นความวิตกกังวลกันขึ้นมาว่าไทยจะตกขบวนรถไฟ ต้องสูญเสียส่วนแบ่งการตลาดไปให้กับประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ในยามที่เศรษฐกิจไทยย่ำแย่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต
ยิ่งเห็นตัวเลขที่การค้าของเวียดนามจะเพิ่มขึ้นอีก 10% และมาเลเซียเพิ่มอีก 5.6% ภายในอีก 10 ปีข้างหน้านี้ จากการวิเคราะห์ของสถาบันเศรษฐกิจระหว่างประเทศปีเตอร์สันในสหรัฐ หรือการส่งออกเวียดนามไปยังกลุ่มประเทศทีพีพี ที่อาจเพิ่มขึ้นถึง 29% หรือมาเลเซียที่อาจเพิ่มขึ้น 12% ก็ยิ่งมีการประโคมเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ปรับเปลี่ยนสัญญาณของประเทศไทยจาก No เป็น “Maybe” ส่งซิกใหม่ว่าไทยแลนด์ก็สนใจจะเข้าร่วมเจรจากับเขาด้วย โดยที่รัฐบาลรับลูกขอเวลาเร่งพิจารณาข้อดี-ข้อเสียให้ถี่ถ้วนภายใน 2 เดือนนี้
จากการศึกษาของยูเรเซีย กรุ๊ป เวียดนามจะได้ประโยชน์หลักในด้านสิ่งทอ ที่จะได้รับยกเว้นภาษีจากสหรัฐและญี่ปุ่น จากเดิมที่สหรัฐคิดอยู่ประมาณ 17% ซึ่งเฉพาะช่วง 7 เดือนแรกของปีนี้ สหรัฐนำเข้าสิ่งทอจากเวียดนามไปแล้วถึง 1.08 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนี้ยังรวมถึงยกเว้นภาษีนำเข้าในอุตสาหกรรมประมง โดยเฉพาะกุ้ง จากปัจจุบันที่ 6.4-7.2%
ขณะที่มาเลเซียนั้นคาดว่าจะได้ประโยชน์จากการส่งออกสินค้าประเภทยางพารา น้ำมันปาล์ม ยานยนต์ และชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสินค้าและบริการที่ส่งออกไปยังสหรัฐถึงกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2557 ที่ผ่านมา
เป็นที่เข้าใจได้ว่าหลายฝ่ายโดยเฉพาะผู้ส่งออกค่อนข้างเซนซิทีฟกับเรื่องนี้มาก เพราะทีพีพียังหมายถึงเวียดนามและมาเลเซีย สามารถบรรลุ “เอฟทีเอกับสหรัฐ” ที่เป็นเขตเศรษฐกิจใหญ่สุดอันดับ 1 ของโลกได้แล้ว ทำให้สามารถบาลานซ์สมดุลการค้าได้มากขึ้น จากเดิมที่พึ่ง “จีน” ผ่านเอฟทีเออาเซียน-จีนเป็นหลัก ทำให้มีแต้มต่อมากกว่าไทย ที่เมื่อเศรษฐกิจภายในของจีนสะดุด ก็ฉุดการค้าทวิภาคีกับไทย หรือการค้าพหุภาคีผ่านกรอบอาเซียนให้ลดลงไปด้วย ครั้นเมื่อเศรษฐกิจสหรัฐดีขึ้น ไทยก็พึ่งพาได้ไม่เต็มที่นักเพราะเสียเปรียบประเทศคู่แข่งในภูมิภาคที่มีเอฟทีเอด้วยกัน ยิ่งตลาดสหภาพยุโรป (อียู) ยิ่งแพ้เวียดนามที่มีสิทธิพิเศษทางภาษี (จีเอสพี) อยู่
อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังไม่มีคำตอบแน่ชัดในขณะนี้ก็คือ จะแน่ใจได้อย่างไรว่าประเทศไทยจะ “ได้” มากกว่า “เสีย” และที่สำคัญก็คือ หากได้ร่วมเป็นภาคีแล้ว ไทยจะได้เปรียบกว่าประเทศคู่แข่งที่ร่วมภาคีด้วยหรือไม่ และอย่างไร
ยกตัวอย่างเช่น ภาคสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มนั้น เป็นอุตสาหกรรมที่ภาคเอกชนไทยมีการปรับตัวรองรับมาหลายปีแล้ว ด้วยการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งในกัมพูชาและเวียดนาม เนื่องจากเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ เพื่อลดต้นทุน เนื่องจากเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น หรือใช้แรงงานเป็นจำนวนมาก และเพื่อไปใช้สิทธิจีเอสพีส่งออกไปยุโรปและสหรัฐ ดังนั้นภาคสิ่งทอจึงอาจไม่น่าเป็นประเด็นน่ากังวลมากนัก หากเทียบกับอุตสาหกรรมประมง เช่น กุ้งและทูน่าแปรรูป ที่ไทยจะเสียเปรียบอย่างยิ่งหากไม่ลงมือแก้เกมโดยเร็ว
กรณีเวียดนามนั้น จุดที่น่ากลัวกว่าก็คือ การแห่ย้ายฐานการผลิตไปยังเวียดนาม ที่เริ่มเปลี่ยนสินค้าจากสินค้าราคาถูกเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่น กรณีของซัมซุง และอินเทล เนื่องจากความได้เปรียบด้านแรงงานที่มีจำนวนมาก มีทักษะฝีมือ และมีต้นทุนที่ถูกกว่า อีกทั้งยังมีตลาดผู้บริโภคภายในขนาดใหญ่ที่ไม่เป็นเพียงฐานการส่งออกอย่างเดียว ซึ่งแม้ไทยจะเข้าร่วมทีพีพีด้วย แต่ก็ไม่แน่ว่าจะสามารถดึงดูดการลงทุนกลับเข้ามาได้อย่างไร
ขณะเดียวกัน ต้องไม่ลืมด้วยว่าไทยเองก็เคยมีบทเรียนที่เจ็บปวดให้เห็นมาแล้วจาก “เอฟทีเอไทย-จีน” ที่หลายฝ่ายต่างคาดหวังถึงการเจาะตลาดจีน 1,300 ล้านคน ขนาดมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 10 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่กลับกลายเป็นว่าไทยเองที่เป็นฝ่ายถูกสินค้าเกษตรจากจีนทะลักเข้ามาจนกระทบพี่น้องเกษตรกรไทยกันไปถ้วนหน้า ตั้งแต่หัวหอม กระเทียม ไปจนถึงผักผลไม้ต่างๆ เนื่องจากมีต้นทุนที่ถูกกว่าไทย ปัจจุบันแม้จะได้ดุลการค้าในกลุ่มสินค้าเกษตรกับจีนแล้ว แต่การส่งออกสินค้าเกษตรไปจีนในปี 2557 ที่ผ่านมา ก็หดตัวลง 4.43% ในช่วง 4 เดือนแรกของปีนี้ หดตัวลงถึง 20.26%
ปัจจุบัน จากรายงานข่าวหรือสำนักวิเคราะห์ต่างประเทศส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ยังเน้นไปที่ประโยชน์จากทีพีพีที่จะได้รับมากกว่าข้อเสีย เนื่องจากแทบจะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดของข้อเสียที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สิทธิบัตรยา และประเด็นในภาคการเกษตร มีเพียงข่าวรั่วที่มาจากเว็บไซต์จอมแฉอย่างวิกิลีกส์ ในบางประเด็นเท่านั้น เช่น ข่าวว่าผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ไอเอสพี) จะต้องให้ข้อมูลบริษัทที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาแก่บริษัทเจ้าของสิทธิบัตร เป็นต้น
เพราะฉะนั้น การพิจารณาข้อได้เปรียบ-เสียเปรียบ ให้ถ่องแท้เพื่อประโยชน์ของ “คนไทยส่วนใหญ่ผู้มีส่วนได้-ส่วนเสีย” ที่ไม่ใช่แค่นักธุรกิจหรือผู้ส่งออก จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลควรชั่งน้ำหนักให้ดีก่อนตัดสินใจ มากกว่าจะเร่งเร้าภายใต้ความกลัวว่าจะตกขบวนการค้ากับเขา เท่านั้น







