
สินเชื่อบ้านบานสะพรั่ง
วงการธนาคารพาณิชย์และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ขานรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล โดย พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ครั้งนี้เป็นตัวกระตุ้นให้สินเชื่อบ้านในปีนี้ขยายตัวได้ถึง 10% หลังจาก 9 เดือน สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ทั้งระบบอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% แต่สินเชื่อบ้านจะขยับถึง 10% ได้จริงต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อในช่วง 3 เดือนสุดท้ายสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้สูงเมื่อภาครัฐมีมาตรการออกมา
วงการธนาคารพาณิชย์และบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย ขานรับมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ของรัฐบาล โดย พิกุล ศรีมหันต์ รองผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสูงสุดสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและธุรกิจรายย่อย ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผยว่า มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ ครั้งนี้เป็นตัวกระตุ้นให้สินเชื่อบ้านในปีนี้ขยายตัวได้ถึง 10% หลังจาก 9 เดือน สินเชื่อบ้านปล่อยใหม่ทั้งระบบอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท เติบโต 8% แต่สินเชื่อบ้านจะขยับถึง 10% ได้จริงต้องอาศัยการปล่อยสินเชื่อในช่วง 3 เดือนสุดท้ายสูงถึง 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นไปได้สูงเมื่อภาครัฐมีมาตรการออกมา
ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวช่วยกระตุ้นยอดขายที่อยู่อาศัยได้มากจากการเร่งตัดสินใจของผู้ซื้อ ปัจจุบันสต๊อกที่อยู่อาศัยคงค้างมีจำนวนมาก คาดว่าในช่วง 6 เดือนข้างหน้าจะมีการโอนที่อยู่อาศัยถึง 5 แสนล้านบาท โดยกลุ่มที่ได้ประโยชน์มากที่สุด คือ คอนโดมิเนียมราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท แต่มาตรการดังกล่าวไม่ได้ช่วยกระตุ้นการลงทุนก่อสร้างใหม่ในระยะยาวมากเท่าใดนัก ช่วยเพียงระบายสต๊อกคงค้างให้ลดลงเท่านั้น
สำหรับมาตรการแก้ปัญหาลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อ โดยการให้ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ปล่อยสินเชื่อวงเงิน 1 หมื่นล้านบาท ค่อนข้างพิสูจน์ยากว่าจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการปฏิเสธสินเชื่อได้จริงหรือไม่ ยกเว้น ธอส.จะมีเงื่อนไขขอเอกสารเป็นใบปฏิเสธสินเชื่อจากสถาบันการเงินมาเป็นหลักฐานการขอกู้ จึงจะพิสูจน์ได้ง่ายขึ้นว่ามาตรการนี้ช่วยเหลือได้ตรงกับวัตถุประสงค์
อรอนงค์ อุดมก้านตรง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผลิตภัณฑ์สินเชื่อรายย่อย สายธุรกิจรายย่อย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดเผยว่า มาตรการลดหย่อนภาษีและค่าธรรมเนียมการโอนเหลือ 0.01% ช่วยลดภาระของผู้กู้ที่มีรายได้ปานกลางถึงรายได้น้อยได้มาก ปกติการซื้อบ้านราคา 2 ล้านบาท มีต้นทุนส่วนนี้ถึง 4 หมื่นบาท หลังลดหย่อนส่วนนี้เหลือเพียง 400 บาท ส่งผลให้เกิดการตัดสินใจโอนเร็วขึ้น ช่วยผู้ประกอบการระบายสต๊อกโครงการที่สร้างเสร็จพร้อมโอนได้เร็วขึ้น
สำหรับมาตรการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา 20% ของราคาบ้านนั้น นับเป็นยาแรงที่กระตุ้นตลาดอสังหาริมทรัพย์ได้มาก ซึ่งเป็นมาตรการที่ไม่เคยมีมาก่อน บ้านราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทจะได้อานิสงส์มากที่สุด เพราะในตลาดมีสต๊อกคงค้างจำนวนมาก ทำให้คนที่ไม่เคยมีบ้านมาก่อนตัดสินใจซื้อได้เร็วขึ้น
“มาตรการของรัฐครั้งนี้คาดว่าจะทำให้สินเชื่อบ้านทั้งระบบในไตรมาส 4 เติบโตมากกว่า 30% ปัจจุบันธนาคารซีไอเอ็มบี ไทยปล่อยสินเชื่อเฉลี่ย 1,000 ล้านบาท/เดือน เมื่อมีมาตรการนี้คาดจะปล่อยเพิ่มเป็น 1,200 ล้านบาท ลูกค้าเร่งตัดสินใจซื้อเร่งโอน แต่การพิจารณาปล่อยกู้ยังคงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ปกติ คนที่มีภาระหนี้สูงอยู่แล้วก็อาจจะกู้ไม่ผ่านเช่นเดิม” อรอนงค์ กล่าว
ด้าน กานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย กล่าวว่า ประเมินผลเบื้องต้นมาตรการของรัฐจะเป็นปัจจัยบวกส่งผลดีต่อทั้งตลาดอสังหาฯ และภาคก่อสร้าง เพราะแน่นอนว่าหากภาคอสังหาฯ ดีขึ้น ภาควัสดุก่อสร้างก็จะได้รับอานิสงส์ตามไปด้วย แต่จะเห็นผลเป็นรูปธรรมชัดเจนแค่ไหน ต้องติดตามผลในระยะต่อไป
“จริงๆ แล้วยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลของนโยบายกระตุ้นภาคอสังหาฯ แต่ทิศทางย่อมเป็นบวกแน่นอน แต่จะมากขนาดไหน และเร็วมากน้อยแค่ไหนต้องติดตาม ส่วนการปรับราคาวัสดุก่อสร้างขึ้นใช่หรือไม่ ยังไม่สามารถระบุได้ ขอติดตามข้อมูลและผลที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการก่อน” กานต์ กล่าว
มาตรการกระตุ้นอสังหาฯ นั้น การลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองมีผลตั้งแต่วันที่ 19 ต.ค.เป็นต้นไปจนถึงเดือน เม.ย. 2559 ส่วนการนำค่าซื้อบ้าน 20% ไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ต้องเป็นการซื้อครั้งแรกและเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยจริง และต้องจ่ายค่าซื้ออสังหาฯ และจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ตั้งแต่วันที่ ครม.อนุมัติ 13 ต.ค.จนถึงวันที่ 31 ธ.ค. 2559
สำหรับการยกเว้นภาษีเงินได้เป็นระยะเวลา 10 รอบระยะบัญชีต่อเนื่องกัน ให้กับ 10 ธุรกิจเป้าหมายที่ประกอบธุรกิจที่จะร่วมลงทุน และใช้เทคโนโลยีที่สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กำหนดเป็นฐานในการออกแบบและพัฒนาเพื่อใช้ในกระบวนการผลิต และได้รับการรับรองจาก สวทช. ซึ่งถือเป็นมาตรการหนึ่งในการสนับสนุนกิจการร่วมลงทุน (เวนเจอร์ แคปปิตอล) ทั้งอุตสาหกรรมด้านอาหารและการเกษตร การประหยัดพลังงาน การแพทย์ การท่องเที่ยวและบริการ สิ่งทอ ยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์







