posttoday
ป..ป.ช.สั่งสอบSMSเพิ่ม

ป..ป.ช.สั่งสอบSMSเพิ่ม

16 กรกฎาคม 2553

ป.ป.ช.ยังไม่สรุปคคีส่งเอสเอ็มเอส "มาร์ค-กรณ์" สั่งสอบเพิ่ม หลังพบปมเอื้อประโยชน์-ละเมิดสิทธิ์ สั่งฟัน "ทักษิณ" -พวก ทุจริตแผนฟื้นฟูทีพีไอ

ป.ป.ช.ยังไม่สรุปคคีส่งเอสเอ็มเอส "มาร์ค-กรณ์" สั่งสอบเพิ่ม หลังพบปมเอื้อประโยชน์-ละเมิดสิทธิ์ สั่งฟัน "ทักษิณ" -พวก ทุจริตแผนฟื้นฟูทีพีไอ

ป..ป.ช.สั่งสอบSMSเพิ่ม นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)

นายยกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่าที่ประชุมป.ป.ช.มีมติให้ไต่สวนเพิ่มเติมกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และ นายกรณ์ จาติกวนิช รมว.คลัง ขอให้บริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่จำนวน 3 รายส่งข้อความสั้นผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (SMS) ไปให้ประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย โดยป.ป.ช.คาดว่าจะใช้เวลาพิจารณาเรื่องนี้ประมาณ 30 วัน

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า สำหรับเหตุผลที่ต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมเนื่องจากเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องพิจารณาให้รอบคอบอีกทั้งตามคำร้องยังมีการขอให้ถอดถอนที่จะต้องมีการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติม คือ การที่ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้มีการส่งSMSดังกล่าวโดยมีผู้ใช้โทรศัพท์จำนวนหนึ่งส่งข้อความกลับไปยังหมายเลขที่ให้ไว้ทำให้บริษัทผู้ให้บริการมีรายได้ครั้งละ 3 บาท ได้มีการดำเนินการช่วยเหลือหรือเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ให้บริการเพื่อมิให้เรียกเก็บภาษีเงินได้จากการให้บริหารดังกล่าวหรือไม่ และ การส่งข้อความSMSดังกล่าวนั้นเป็นการกระทำอันเป็นการละเมิดกระทบสิทธิความเป็นส่วนตัวของบุคคลอื่น ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 35 หรือไม่ จึงมีมติมอบหมายให้คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติมก่อน

“จากการไต่สวนผู้แทนบริษัทมือถือทั้ง 3 รายได้ให้ถ้อยคำว่าการส่งSMSดังกล่าว เป็นการดำเนินการในลักษณะขอความร่วมมือจากภาครัฐ มิใช่เป็นการส่งในฐานะส่วนตัวของนายอภิสิทธิ์ และไม่มีการกำหนดในเรื่องค่าใช้จ่ายหรือค่าตอบแทนในการดำเนินการเพราะไม่ใช่เป็นการให้บริการในลักษณะหาประโยชน์เชิงพาณิชย์ ซึ่งการส่งSMSให้กับหน่วยงานรัฐนั้นบริษัททั้ง 3 เครือข่ายได้ให้ความร่วมมือกับทางราชการมาโดยตลอด เช่น การประชาสัมพันธ์การจัดประชุมเอเปคเมื่อปี 2546 การแจ้งข่าวภัยพิบัติธรรมชาติ การแจ้งข่าวรัฐประหารเมื่อปี 2549 การประชาสัมพันธ์การจัดงานพระราชพิธี เป็นต้น” นายกล้านรงค์ กล่าว

เมื่อถามว่า ระหว่างที่กำลังดำเนินการไต่สวนเพิ่มเติมนายกฯและนายกรณ์ทั้งสองคนยังสามารถทำหน้าที่นายกฯและรมว.คลัง ได้ตามปกติใช่หรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ยังคงปฎิบัติหน้าที่ตามปกติเพราะยังไม่ถูกชี้มูลความผิดและส่งให้อัยการสูงสุดดำเนินการซึ่งจะต้องเข้าข่ายหยุดปฎิบัติหน้าที่ชั่วคราว โดยขั้นตอนนี้เป็นเพียงการไต่สวนข้อเท็จจริงเพิ่มเติมเท่านั้น

เมื่อถามว่า ในกรณีนี้จะสามารถนำกรณีที่นายอภิสิทธิ์เคยรับงาช้างจากนายโสภณ ซารัมย์ รมว.คมนาคม และป.ป.ช.ยกคำร้องได้หรือไม่ นายกล้านรงค์ กล่าวว่า กรณีงาช้างที่ป.ป.ช.ยกคำร้องไปนั้นเนื่องจากนายกฯได้มีการส่างไปยังสำนักงานเลขาธิการนายกรัฐมนตรีตรวจสอบมูลค่าตามประกาศคณะกรรมการป.ป.ช.เรื่อง หลักเกณฑ์การรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดโดยธรรมจรรยาของเจ้าหน้าที่ของรัฐพ.ศ.2543 ป.ป.ช.จึงได้ยกคำร้องไป แต่เท่าที่ทราบในกรณีSMSนายอภิสิทธิ์ยังไม่ได้มีการแจ้งตามประกาศซึ่งต้องมีการไต่สวนเพิ่มเติมอย่างละเอียดอีกครั้ง

ป.ป.ช.ฟัน ‘ทักษิณ’ ตั้งผู้บริหารถลุงทีพีไอผิดอาญา ส่งอสส.ให้ฟ้องศาลฎีกา ส่วน สมคิด รอด

นายยกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่าที่ประชุมป.ป.ช.มีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 2 ให้พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีมีมูลความฐานละเว้นการปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จากกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เห็นชอบและเสนอชื่อพล.อ.มงคล อัมพรพิสฎฐ์ และ นายทะนง พิทยะ เป็นคณะผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัทอุตสาหกรรม ปิโตรเคมีกัลป์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทีพีไอ ซึ่งเป็นบริษัทเอกชน โดยจะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาและสั่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า การกระทำของพ.ต.ท.ทักษิณเป็นการกระทำนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของกระทรวงการคลังตามมาตรา 10 แห่งพ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ.2545 เป็นเหตุให้ให้เกิดความเสียหายแก่ระบบราชการ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพ.ต.ท.ทักษิณ จะยังอยู่ต่างประเทศแต่ก็จะไม่กระทบต่อการพิจารณาส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินการหรือในขั้นตอนการพิจารณาของอัยการ ซึ่งเมื่อถึงขั้นตอนของศาลฎีกาฯหากพ.ต.ท.ทักษิณยังอยู่ต่างประเทศจะเป็นอำนาจของศาลฎีกาฯจะพิจารณาว่าจะระงับการพิจารณาชั่วคราวหรือไม่ต่อไป

“ศาลล้มละลายกลาสงได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.2546 ว่าภายใต้สถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง และไม่ไว้วางใจกันอย่างรุนแรง เชื่อว่าคงเป็นการยากที่จะบริหารจัดการกิจการและทรัพย์สินของบริษัทให้เป็นไปด้วยความราบรื่น เนื่องจากผู้บริหารแผนคนใหม่ที่มาจากการประชุมของเจ้าหนี้ขาดการยอมรับจากลูกหนี้และพนักงานของลูกหนี้เป็นส่วนใหญ่ ในเมื่อมีความชัดเจนแล้วว่ารัฐบาลมีดำริที่จะร่วมมือกับศาลยุติธรรมในการแก้ไขปัญหาของลูกหนี้อย่างบูรณาการเบ็ดเสร็จโดยกระทรวงการคลังได้เสนอเข้ามามีบทบาทเป็นผู้บริหารคนใหม่ จึงเห็นเป็นการสมควรที่จะขอให้กระทรวงการคลังเข้ามาเป็นผู้บริหารแผนคนใหม่ตามมติที่ประชุมเจ้าหนี้” นายกล้านรงค์ กล่าว

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า นอกจากนี้ที่ประชุมยังมีมติจำหน่ายดดีในส่วนความผิดของร.อ.สุชาติ เชาว์วิศิษฐ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรมว.คลังด้วยแม้ว่าที่ประชุมป.ป.ช.จะมีมติให้ร.อ.สุชาติมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 แต่ร.อ.สุชาติได้เสียชีวิตแล้ว สิทธินำคดีอาญามาฟ้องจึงย่อมระงับไปโดยความตายของผู้กระทำความผิดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 39 (1) จึงมติให้จำหน่ายเรื่องออกจากสารบบ

โฆษกป.ป.ช. กล่าวเพิ่มเติมว่า ที่ประชุมป.ป.ช.มีมติเห็นว่าข้อกล่าวหานายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกฯ เป็นอันตกไปเพราะไม่ปรากฏว่ารู้เห็นหรือยินยอมในการที่กระทรวงการคลังเข้าเป็นผู้บริหารแผน เช่นเดียวกับ คณะผู้บริหารแผน ผู้แทนกระทรวงการคลังที่เข้าเป็นผู้บริหารแผน เนื่องจากเป็นการกระทำหน้าที่ตามที่ได้รับแต่งตั้งเท่านั้น และผู้แทนกระทรวงการคลังที่เข้าไปเป็นผู้บริหารแผนได้รับเงินค่าตอบแทนจากบริษัททีพีไอโดยค่าตอบแทนดังกล่าวต่ำกว่าค่าตอบแทนเมื่อครั้งที่นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ กับเป็นผู้บริหารแผนชั่วคราวร่วมกับเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์

‘ป.ป.ช.’ สอบ ‘อภิสิทธิ์’ ตั้ง ‘กษิต’ นั่งบัวแก้ว เข้าข่ายประโยชน์ทับซ้อน หลังพบพยายามผลักดันกฎหมายสนามบินสุวรรณภูมิ แต่ ปล่อยผีคดีมาร์คม.7 บอยคอตเลือกตั้ง เซ็งบดุลเงินกกต. 

นายยกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงว่า ที่ประชุมป.ป.ช.ได้มีการพิจารณาคำร้องขอให้ถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รวม 7 ข้อกล่าวหานอกเหนือจากคดีSMS ตามที่ป.ป.ช.ตั้งคณะได้เป็นองค์คณะไต่สวนข้อเท็จจริงตามที่ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ส.ส.และคณะจำนวน 158 คนได้ยื่นเข้ามา

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า สำหรับข้อกล่าวที่1 เรื่องจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดกับรัฐธรรมนูญจากการประกาศคัดค้านการเลือกตั้งวันที่ 2 เม.ย.2549และเรียกร้องขอให้พระมหากษัตริย์พระราชทานนายกฯตามมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญและร่วมปฎิบัติการกับกลุ่มพันธมิตรประชาเพื่อประชาธิปไตยที่ออกมาร้องขอคืนพระราชอำนาจ และ ข้อกล่าวที่ 2 กรณีการไม่ปฎิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงและฝ่าฝืนหลักการประชาธิปไตยในการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลทั้งที่รู้ว่าเสียงสนับสนุนไม่เพียงพอเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งโดยไม่สุจริต ใน 2 ข้อกล่าวหานี้ป.ป.ช.มีมติให้ข้อกล่าวหาไม่มีมูลและตกไป

“เป็นการกล่าวหานายอภิสิทธิ์ก่อนจะได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งนายกฯ ดังนั้น การกระทำของนายอภิสิทธิ์จึงมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯที่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งรัฐธรรมนูญมาตรา 270 ของรัฐธรรมนูญ” นายกล้านรงค์ กล่าว

โฆษกป.ป.ช. กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ 3 กรณีแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ ดำรงตำแหน่งรมว.ต่างประเทศทั้งที่กระทำความผิดตามพ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดบางประการต่อการเดินอากาศ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2538 มาตรา 6 ทวิ และ มาตรา 11 กรณีเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุนในการทำให้การบริการของท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและท่าอากาศยานดอนเมืองหยุดชะงัก ในเรื่องนี้มีข้อสังสัยเกี่ยวกับเหตุผลในการเสนอแต่งตั้งนายกษิต รวมถึงเจตนารมณ์ในการเสนอร่างกฎหมายว่าด้วยความปลอดภัยและรักษาความปลอดภัยท่าอากาศยานสุวรรณภูมิพ.ศ.

“เนื่องจากมีการกล่าวอ้างว่าเป็นไปเพื่อให้นายกษิตและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ชุมนุมประท้วงในบริเวณสนามบินสุวรรณภูมิได้รับประโยชน์จากการนำกฎหมายดังกล่าวไปอ้างอิงในการต่อสู้คดีหรือไม่อย่างใด คณะกรรมการป.ป.ช.จึงมีมติมอบหมายให้คณะพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวเพิ่มเติม” นายกล้านรงค์ กล่าว

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ข้อกล่าวหาที่ 4 การรู้เห็นเป็นใจกับนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯในการส่งส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปช่วยปฎิบัติราชการในกระทรวงต่างๆ เนื่องจากข้อกล่าวหานี้เป็นประเด็นเดียวกับคำร้องขอให้ถอดถอนนายสุเทพ ออกจากตำแหน่งกรณีนายสุเทพ ส่งส.ส.พรรคประชาธิปัตย์และบุคคลอื่นไปช่วยราชการกระทรวงวัฒนธรรมอันเป็นการก้าวก่ายและแทรกแซงการปฎิบัติราชการประจำของเจ้าหน้าที่ คณะกรรมการป.ป.ช.จึงมติให้นำข้อกล่าวหานี้ไปรวมพิจารณากับเรื่องกล่าวหาดังกล่าวซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการไต่สวนข้อเท็จจริง

โฆษก ป.ป.ช. กล่าวอีกว่า ข้อกล่าวหาที่ 5 กรณีปกปิดซ่อนเร้น ไม่เปิดเผยการรับเงินสนับสนุนพรรคการเมืองจากบริษัทมหาชนที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ และไม่จ่ายเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากคณะกรรมการการเลือกตั้งให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ โดยรับรองงบดุลงบการเงินของพรรคประชาธิปัตย์อันเป็นเท็จ ป.ป.ช.มีมติว่าข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหาตกไป

“จากการไต่สวนพบว่าพฤติการณ์และข้อกล่าวหาเกิดขึ้นในระหว่างปีพ.ศ.2547-2548 ซึ่งเป็นเรื่องก่อนที่นายอภิสิทธิ์ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกฯเมื่อวันที่ 17 ธ.ค. 2551 การกระทำดังกล่าวจึงมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯที่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา270ของรัฐธรรมนูญได้”โฆษก ป.ป.ช. กล่าว

นายกล้านรงค์ กล่าวว่า ส่วนข้อกล่าวที่ 6 กรณีกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่โดยทำให้ราชอาณาจักรหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของราชอาณาจักรตกไปอยู่ภายใต้อธิปไตยของต่างประเทศจากกรณีที่ให้ประเทศเพื่อนบ้านทำถนนบุกรุกยึดครองใช้พื้นที่ดินแดนของประเทศไทยเป็นทางขึ้นเขาพระวิหาร ป.ป.ช.ได้มีมีมติให้ข้อกล่าวหาไม่มีมูลเป็นอันตกไป

“ในขณะที่นายอภิสิทธิ์ดำรงตำแหน่งนั้นกระทรวงการต่างประเทศไม่มีกฎหมายหรือระเบียบนรองรับหลักเกณฑ์เกี่ยวกับเรื่องการรักษาไว้ซึ่งบูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศไทยตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ2550 แต่อย่างใด อาศัยการปฎิบัติตามขนบธรรมเนียมประเพณี แนวทางปฎิบัติทางการทูต ซึ่งกระทรรวงการต่างประเทศก็ได้ประท้วงต่อรัฐบาลกัมพูชาเรื่อยมาไม่ได้ปล่อยให้เพื่อนบ้านทำถนนรุกล้ำเข้ามายึดครองดินแดนเป็นทางขึ้นไปสู่ปราสาทพระวิหารแต่อย่างใด โดยล่าสุดนายกษิต ก็ได้อนุมัติการประท้วงเป็นทางการเมื่อวันที่ 10 มี.ค.2552 เพื่อรักษาสิทธิของประเทศไว้” นายกล้านรงค์ กล่าว

นายกล้านรงค์ กล่าว่า สำหรับข้อกล่าวหาที่ 7 กรณีส่อจงใจกระทำผิดพ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่นพ.ศ.2545 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 264 จากการออกหนังสือรับรองความเป็นสมาชิกพรรคอันเป็นเท็จให้กับนายธานินทร์ ใจสมุทร เพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ซึ่งป.ป.ช.มีมติข้อกล่าวหาไม่มีมูลให้ข้อกล่าวหาตกไป เนื่องจากพฤติการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นก่อนที่นายอภิสิทธิ์จะดำรงตำแหน่งนายกฯ จึงมิได้เป็นการใช้อำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกฯที่อาจถูกถอดถอนจากตำแหน่งตามมาตรา270ของรัฐธรรมนูญได้

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล