
จัดซื้อจัดจ้างโครงการเล็ก-ใหญ่
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
โดย...ชลลดา อิงศรีสว่าง
ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ระบบการจัดซื้อจัดจ้างของประเทศไทยได้เปลี่ยนมาเป็นแบบ e-Auction (อี-ออกชั่น) มาเป็นแบบ e-Bidding (อี-บิดดิ้ง) และระบบ e-Market (อี-มาร์เก็ต) ไปตามโรดแมป
ยกเครื่องการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ โดยรัฐบาลมีธงว่าระบบนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นได้เป็นอย่างดี
หลังจากที่ใช้ระบบการจัดซื้อจัดจ้างใหม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าการจัดซื้อจัดจ้างแบบอี-บิดดิ้ง และระบบอี-มาร์เก็ต ที่ใช้ในโครงการนำร่องจะช่วยประหยัดเงินงบประมาณและป้องกันการฮั้วประมูลได้มากแค่ไหน
แต่รัฐบาลเชื่อว่าช่วยป้องกันการทุจริตได้ดีกว่าระบบแบบเก่า ระบบอี-บิดดิ้ง และอี-มาร์เก็ต ช่วยลดการทำงานของเจ้าหน้าที่ลง จากเดิมที่ประมูลแบบอี-ออกชั่นต้องตั้งกรรมการเพื่อขายซองและรับซองทุกโครงการ แต่ระบบอี-บิดดิ้งผู้ค้าสามารถซื้อซองและยื่นผ่านระบบทางออนไลน์ได้ทันที
ระบบอี-บิดดิ้งผู้ค้าไม่ต้องมารวมตัวกันเคาะราคาประมูลผ่านตลาดกลางเหมือนกับระบบอี-ออกชั่น แต่สามารถประมูลเคาะราคาแข่งกันจากที่ไหนของประเทศไทยก็ได้ผ่านระบบออนไลน์ ลดการเจอของผู้ค้ากับเจ้าหน้าที่ ทำให้ลดความสัมพันธ์กันที่จะร่วมมือกันทำให้การประมูลไม่โปร่งใส รวมถึงทำให้ผู้ค้าไม่ต้องเจอกัน ผู้ค้าไม่ทราบจำนวนที่เข้าประมูล รวมถึงราคาที่จะเคาะสู้กันในการประมูล ป้องกันการฮั้วและการทุจริตได้
นอกจากนี้ คลังยังได้ดำเนินการร่วมมือกับธนาคารพาณิชย์ 15 แห่ง เพื่อออกหนังสือค้ำประกันทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Guarantee และบริการรับชำระเงินค่าซื้อเอกสารประกวดราคาทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Payment เป็นการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ค้าอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม การจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ก็ไม่ใช่ยาวิเศษจะแก้ปัญหาทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างได้ทั้งหมด เพราะของเดิมตอนใช้ระบบประมูลแบบอี-ออกชั่น รัฐบาลก็บอกว่าป้องกันการฮั้วประมูลได้แต่ปรากฏว่าผู้ประกอบการที่เข้าประมูลมีการตกลงกันนอกรอบว่าจะแบ่งงานกันอย่างไร ประมูลเท่าไร ส่งผลให้การเคาะแข่งกันผ่านการประมูลอี-ออกชั่นเป็นพิธีแค่ทำให้ดูโปร่งใส แต่ในทางปฏิบัติจริงกลับ
ล้มเหลว
ในการยกเครื่องประมูลแบบอี-บิดดิ้ง ก็มีแนวโน้มจะเดินตามแบบอี-ออกชั่นยิ่งไม่ต้องมาเคาะราคาแข่งกันที่ตลาดกลาง ผู้ประมูลอยู่ที่ไหนก็สามารถเคาะราคาประมูลตามวันเวลาที่กำหนดไว้ได้ ยิ่งเป็นช่องว่างให้ผู้เข้าร่วมประมูลฮั้วกันมากขึ้น เพราะเท่ากับว่าผู้ประมูลไปนั่งที่เดียวกันได้เลยโดยที่ไม่มีความผิดฮั้วประมูล
นอกจากนี้ ในการประมูลแบบอี-บิดดิ้ง ไม่ได้ดูแค่ราคาประมูลต่ำสุดเท่านั้น แต่มีการพิจารณาด้านอื่นของผู้ประมูลด้วย เช่น คุณสมบัติความสามารถด้านเทคนิค เกรดและผลงานของผู้ค้าที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่องให้หน่วยงานราชการที่จัดซื้อจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนการให้คะแนนให้เป็นประโยชน์กับผู้ประกอบการที่มีความใกล้ชิดได้ ทำให้การประมูลไม่เกิดความโปร่งใส
เมื่อพิจารณาในแง่ของการปฏิบัติ การจัดซื้อจัดจ้างแบบใหม่ก็ยังมีช่องโหว่ไม่น้อยไปกว่าแบบเก่า ทำให้แรงกดดันกลับไปที่รัฐบาลมากขึ้น แต่การเดินหน้าตามโรดแมป ก็ยังมีช่องโหว่อีกมากที่ทำให้เกิดการทุจริตจากการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ
ทั้งหมดจึงเป็นโจทย์ยากของรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรให้การยกเครื่องการประมูลโครงการต่างๆ ของภาครัฐเป็นไปตามเวลาที่กำหนด เพื่อแสดงให้เห็นความจริงใจในการแก้ปัญหาการโกงเงินภาษีของประเทศ ในขณะเดียวกันก็ต้องออกแบบให้ของใหม่ป้องกันได้จริง ไม่ใช่ว่ายิ่งแก้ยิ่งแย่กว่าเดิม
สำหรับการจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดเล็กมีการยกเว้นการประมูล ที่สามารถเรียกผู้รับเหมามาตกลงราคาได้เลยในโครงการที่ไม่ถึง 5 แสนบาท และโครงการที่เกิน 5 แสนบาท แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท ก็ให้ใช้วิธีสอบราคา การผ่อนผันนี้ทำให้เกิดความรวดเร็ว
แต่ปรากฏว่าโครงการขนาดเล็กในงบประมาณ 4 หมื่นล้านบาทนั้น โครงการจำนวนมากเป็นโครงการเบี้ยหัวแตก ไม่มีความจำเป็นมากเท่าไหร่ แต่เมื่อรัฐบาลเร่งให้ทำโครงการ หน่วยงานต่างๆ ก็ไปหาโครงการที่จะใช้งบประมาณ ซึ่งเกิดคำถามเรื่องประสิทธิภาพการใช้เงินและความโปร่งใสในการใช้งบ
ฉะนั้น ไม่ว่าจะเป็นโครงการขนาดเล็กที่จัดซื้อจัดจ้างได้เลย กับโครงการขนาดใหญ่ที่จะต้องเข้ากระบวนการอี-บิดดิ้ง ยังมีจุดอ่อนที่ไม่แน่ใจว่าจะแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่นได้หรือไม่
ในที่สุดแล้ว รัฐบาลจะต้องเลือกระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจกับความโปร่งใสและตรวจสอบ ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญในการแก้ไขปัญหาการคอร์รัปชั่น







