
เข้าดีหรือไม่เข้าดี TPP
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนผู้เจรจาหาข้อตกลงในสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP)
โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา ตัวแทนผู้เจรจาหาข้อตกลงในสนธิสัญญาหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) ได้บรรลุข้อตกลงกันได้ หลังจากที่ได้เจรจาต่อรองทำความตกลงกันมานานกว่า8 ปี โดยพร้อมที่จะให้มีการลงนามอย่างเป็นทางการหลังจากที่แต่ละฝ่ายได้นำร่างข้อตกลงเสนอต่อรัฐสภาของตนแล้ว
อย่างที่ทราบกันดีว่า สนธิสัญญาที่ครอบคลุมเศรษฐกิจขนาดใหญ่ถึง 40% ของปริมาณการค้าโลก มีเป้าหมายที่จะขจัดอุปสรรคทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาค ตั้งแต่การลดภาษีนำเข้าสินค้าเกษตร ยานยนต์ รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญา เช่น ผลิตภัณฑ์ยา ภาพยนตร์ การเปิดเสรีด้านการสื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต การคุ้มครองสัตว์ป่าและพันธุ์พืช การค้าภายในระบบออนไลน์อี-คอมเมิร์ซ การสร้างมาตรฐานในการประกอบการ และกำหนดมาตรการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งด้านการค้าและการลงทุนของกลุ่มธุรกิจข้ามชาติ เป็นต้น
ตั้งแต่ข่าวเรื่องนี้ถูกประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ก็มีการตั้งคำถามว่าเหตุใดประเทศไทยถึงไม่สมัครเข้าเป็นสมาชิก TPP ด้วย การไม่เข้าร่วมจะทำให้ไทยเสียเปรียบประเทศเพื่อนบ้านยิ่งขึ้น โดยเฉพาะประเทศเวียดนามและมาเลเซียซึ่งเข้าร่วม จนกระทบถึงการส่งออกและการลงทุนของไทยที่ถดถอยอยู่แล้วให้ย่ำแย่ลงไปกว่าเดิมอีกหรือไม่
ความจริง น่าสังเกตว่า นอกจากประเทศญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไนแล้ว ประเทศอื่นในย่านนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่ง จีน อินเดีย อินโดนีเซีย ไต้หวัน และเกาหลี ก็ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิก เช่นเดียวกับไทย แม้ว่าบางประเทศจะแสดงความสนใจที่จะเข้าร่วมด้วยภายหลัง
อย่างไรก็ตาม สำหรับท่านผู้อ่านที่เป็นห่วงว่าไทยจะเสียโอกาสในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก TPP นั้นก็หายห่วงได้ว่าเขาจะตัดสิทธิไม่ให้เข้าร่วมกลุ่ม เพราะ TPP เป็นกลุ่มเขตเศรษฐกิจแบบเปิดพร้อมที่จะรับสมาชิกใหม่ ถ้าสามารถจะปฏิบัติตามข้อตกลงที่เขากำหนด เช่น การยกเลิกมาตรการกีดกันทางการค้าและการลงทุน การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับที่ขัดต่อมาตรฐานในการประกอบการภายในกลุ่ม เช่น แรงงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม การคงไว้ซึ่งคุณภาพของผลิตภัณฑ์เปรียบเทียบกับต้นทุนการผลิตในกลุ่มที่ผมว่าน่าจะสำคัญที่สุดคือการให้ความคุ้มครองสินทรัพย์ทางปัญญา เช่น สิทธิบัตรยา เป็นต้น
เกือบลืมไปครับว่า นอกจาก ญี่ปุ่น สิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และบรูไน ซึ่งอยู่รอบขอบมหาสมุทรแปซิฟิกในเอเชียแล้ว ยังประกอบด้วยสมาชิกด้านอเมริกาเหนือและใต้ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา เม็กซิโก เปรู และชิลี ด้านแปซิฟิกใต้ คือ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ รวม 12 ประเทศ และที่บอกว่ากลุ่มนี้มีขนาดของเศรษฐกิจใหญ่ถึง 40% ของการค้าโลก ส่วนใหญ่ก็น่าจะเป็นการนับมูลค่าการค้าของสหรัฐและญี่ปุ่นเป็นหลัก ที่เหลือก็เป็นตัวประกอบไปตามธรรมเนียม
เพราะฉะนั้น ผลประโยชน์ที่น่าจะเกิดขึ้นกับกลุ่มสมาชิกตัวประกอบโดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่กล่าวกันว่าเป็นประเทศที่จะได้รับผลประโยชน์จากกลุ่มธุรกิจการค้านี้สูงขึ้น คือ การส่งสินค้าไปขายให้สหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเป็นหลัก เพราะเวียดนามเป็นฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรม หลายประเทศที่ส่งสินค้าไปจำหน่ายให้ประเทศทั้งสอง เช่น สิ่งทอ และอาหารทะเล เป็นต้น
ส่วนมาเลเซียก็เป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์รายใหญ่ ก็คงจะได้รับผลประโยชน์จากการร่วมกลุ่มด้วย ส่วนญี่ปุ่นซึ่งมีธุรกิจเกี่ยวพันอยู่กับสหรัฐแบบคอหอยกับลูกกระเดือก ทั้งด้านการค้าและการลงทุนนั้นย่อมต้องให้ความสนับสนุนการตั้งกลุ่มเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นธรรมดา ทั้งยังได้รับผลประโยชน์ด้านการเมือง ถ่วงดุลอำนาจกับจีนไปในตัวด้วย
แน่นอนว่า ประเทศเล็กๆ ที่ค้าขายทุกอย่างที่ขวางหน้า มีกองทุนมหาศาลที่จะลงทุนทั่วโลกอย่างสิงคโปร์นั้นย่อมไม่ยอมพลาดโอกาสที่จะเข้าเป็นสมาชิก TPP อย่างแน่นอน
คำถามก็คือ ในเมื่อการเข้าร่วมกลุ่ม TPP แล้ว จะเปิดช่องให้ประเทศสมาชิกสามารถค้าขายและลงทุนกับสหรัฐและญี่ปุ่นได้เพิ่มขึ้นแล้วทำไมไทยยังรีรอที่จะเข้าร่วม
ความจริง ผมเชื่อว่าไทยก็อยากเข้าร่วมกลุ่ม 12 ประเทศนี้ด้วย ในแง่ที่ว่าจะทำให้ไม่เสียโอกาสทางการค้าและการลงทุนให้ประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนาม และมาเลเซีย แต่ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาถึงผลดีและผลเสียอย่างรอบคอบ เพราะเมื่อใดที่ไทยรับข้อตกลงเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่มแล้ว ไทยจะต้องยอมรับสิทธิของบรรษัทข้ามชาติที่จะเข้ามาลงทุนที่จะแก้ไขปัญหาความขัดแย้งกับรัฐโดยผ่านอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศแทนที่จะผ่านศาลไทย เช่น ประเด็นข้อขัดแย้งด้านสิทธิบัตรยาหรือทรัพย์สินทางปัญญาอื่นๆ ซึ่งตามข้อตกลงบริษัทยาสามารถฟ้องร้องดำเนินคดีกับรัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐที่ออกกฎหมายให้มีการใช้ยาที่เรียกว่ายาตามสูตรเคมี (Generic Medicing) กับอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศได้ ทั้งๆ ที่กฎหมายหรือข้อบังคับนั้นเป็นประโยชน์ต่อประชาชนภายในประเทศให้มียาที่มีราคาพอสมควรรักษาโรคภัยไข้เจ็บ
นอกจากนั้น คือ มีความเป็นห่วงว่าอาจมีการจดทะเบียนลิขสิทธิ์พันธุ์พืช พันธุ์สมุนไพร บางชนิดโดยบริษัทข้ามชาติที่มีเทคโนโลยีและอำนาจเงินที่สูงกว่าบริษัทหรือบุคคลในท้องถิ่น ความจริงแล้ว ถึงแม้การเจรจาเรื่องการทำความตกลงเรื่อง TPP จะเกิดขึ้นต่อเนื่องมาหลายปีแล้ว แต่เมื่อหาสาระที่แท้จริง ค่อนข้างจะถูกเก็บเป็นความลับในการเจรจา ทำให้ขาดการนำมาวิเคราะห์ผลกระทบทั้งด้านบวกและด้านลบกับประเทศที่ไม่ได้เข้าร่วมเจรจาทำความตกลงด้วยอย่างประเทศไทย
ผมเคยถามผู้ที่เกี่ยวข้องกับ TPP ในระบบราชการก็ได้คำตอบเพียงว่า คาดว่า TPP คงเกิดขึ้นได้ยาก เพราะคู่เจรจาทุกฝ่ายต่างพยายามรักษาผลประโยชน์ของตน และเกรงการถูกครอบงำโดยประเทศผู้ริเริ่มคือ สหรัฐ ซึ่งต้องการใช้ TPP ส่งเสริมการส่งออกและการลงทุนของตัวเองกับการป้องกันสินทรัพย์ทางปัญญาของบริษัทข้ามชาติสัญชาติสหรัฐ
เพราะฉะนั้น เห็นด้วยครับที่รัฐบาลประกาศว่าจะรีบศึกษารายละเอียดและผลกระทบจากการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกลุ่ม TPP ซึ่งควรรีบดำเนินการโดยด่วน เพราะยิ่งปล่อยให้ล่าช้ายิ่งจะกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุนและนักธุรกิจไทย ในการกำหนดแผนยุทธศาสตร์การดำเนินธุรกิจต่อไป เอาอย่างไรจะได้เอากันไปครับ







