
เศรษฐกิจโลกตายชุบชีวิตตลาดทองคำ
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
สัญญาณการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่เหลือในไตรมาสสุดท้ายนี้ริบหรี่ลงไปทุกที หลายสถาบันนานาชาติ ทั้งธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) รวมถึงธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) ล้วนปรับลดคาดการณ์ทั่วโลกด้วยกันทั้งนั้น
ในขณะเดียวกัน สัญญาณชีพของตลาดเกิดใหม่เรียกได้ว่าย่ำแย่เลยทีเดียว เมื่อประเทศจีน ตัวการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในหลายปีมานี้กำลังชะลอตัวลงอย่างต่อเนื่อง การนำเข้าก็น้อยลงตามไปด้วย ทำให้ประเทศที่พึ่งการส่งออกไปจีนแย่กันไปตามๆ กัน
นอกเหนือจากนี้ อีกหนึ่งปัจจัยที่ฉุดการขยายตัวของประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ นั่นคือการจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้นักลงทุนถอนทุนออกจากตลาดเกิดใหม่ และหันไปลงทุนในสหรัฐที่ผลตอบแทนกำลังจะดีกว่าแทน
ไม่ใช่เพียงแต่ตลาดเกิดใหม่ที่ทุนทะลักออกเท่านั้น แต่ตลาดทองคำเองก็ย่ำแย่ไม่แพ้กัน สำนักข่าวเศรษฐกิจชื่อดังอย่างบลูมเบิร์ก เปิดเผยข้อมูลว่า มีการถอนทุนออกจากกองทุนรวม (อีทีเอฟ) ที่สนับสนุนทองคำทั่วโลกถึง 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 2.83 แสนล้านบาท) นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ราคาของทองคำก็ร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบ 6 ปี จนถึงเมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.นี้ ในขณะที่แร่มีค่าอื่นๆ เองก็ปรับตัวลงไปเช่นกัน ทั้งเงินที่ปรับลงไปต่ำสุดในรอบ 9 เดือน เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ที่ดิ่งเหวนี้ พบกับจุดเปลี่ยนไปในทางดีขึ้น เมื่อตัวเลขการจ้างงานของสหรัฐเดือน ส.ค. ออกมาแย่กว่าที่คาดการณ์เอาไว้มาก จุดชนวนให้นักลงทุน นักวิเคราะห์ และผู้จับตาต่างพากันปัดความคิดที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยปีนี้ทิ้งไป
เรียกได้ว่าการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกกลายเป็นข่าวดีของตลาดทองคำ เนื่องจากทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยของบรรดานักลงทุนอยู่ ประกอบกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก อาจทำให้เฟดต้องตัดสินใจเลื่อนขึ้นอัตราดอกเบี้ยออกไปอีก
ก่อนหน้านี้บรรดาสถาบันนานาชาติของโลกต่างพากันปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ดังที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น โดยไอเอ็มเอฟได้หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกจากที่เคยคาดการณ์ไว้ 3.3% เหลือ 3.1% เท่านั้น ในขณะที่เอดีบีเองก็ปรับลดเศรษฐกิจประเทศกำลังพัฒนาเหลือ 5.8% หลังจากที่เศรษฐกิจจีนชะลอตัว
ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียเอง เวิลด์แบงก์ก็เพิ่งปรับคาดการณ์ในปี 2015 จาก 6.7% เหลือ 6.5% และปีหน้าก็จะยังไม่ฟื้น โดยขยายตัวที่ 6.4% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของปี 2014 ที่ 6.8%
ประกอบกับแม้เฟดจะยังไม่มีการแสดงท่าทีกังวลต่อเศรษฐกิจสหรัฐในขณะนี้ แต่ก็เริ่มส่งสัญญาณมาแล้วว่าภาวะเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของสหรัฐก็ได้ โดย วิลเลียม ดัดลีย์ ผู้ว่าเฟดสาขานิวยอร์ก ส่งสัญญาณแสดงความกังวล โดยระบุว่าสภาพเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ไม่คาดคิดเอาไว้ และอาจเป็นปัจจัยในการพิจารณาขึ้นอัตราดอกเบี้ย
อีกหนึ่งสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่เศรษฐกิจไม่ดีจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ คือ จีน รัสเซีย ไต้หวัน และนอร์เวย์ เองก็เทขายพันธบัตรสหรัฐ ซึ่งเป็นสินทรัพย์สำรองของประเทศเหล่านั้นทิ้ง เพื่อเอาไปอุ้มค่าเงินไม่ให้ถลำลงมากกว่าที่เป็นอยู่
ในขณะเดียวกัน กลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 20 ประเทศ (จี20) ที่เริ่มประชุมเมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา ที่กรุงลิมา ประเทศเปรู ก็มีประเด็นเกี่ยวกับความเสี่ยงจากประเทศตลาดเกิดใหม่ขนาดใหญ่ เช่น จีน ตุรกี บราซิล ที่อาจแพร่กระจายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ เป็นหนึ่งในประเด็นหลักในการประชุมครั้งนี้ด้วย
เยน ฮัตซีอุส หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของโกลด์แมน แซคส์ เปิดเผยว่า เฟดอาจจะใช้มาตรการดอกเบี้ยต่ำใกล้ศูนย์นี้ออกไปอีกไกลปี 2016 หรือมากกว่าปี 2016 เสียอีก
จากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ซึ่งอาจส่งผลให้เฟดเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปอีก ส่งผลให้นักลงทุนหันกลับเข้าตลาดทองคำ โดยสำนักข่าวบลูมเบิร์ก ระบุว่า ราคาทองคำงวดส่งมอบเดือน ธ.ค. ปรับตัวขึ้น 1.7% ในสัปดาห์ที่ผ่านมา อยู่ที่ราว 1,155.70 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ กู้ราคากลับคืนมาได้จากที่สูญเสียมูลค่าไปตลอดปี 2015 นี้
ราคาทองคำที่ขึ้นดังกล่าว แสดงให้เห็นว่านักลงทุนกลับเข้าลงทุนตลาดทองคำในระยะยาวมากขึ้น และไม่ใช่เพียงทองคำอย่างเดียวที่ราคาฟื้นตัวกลับมา แร่โลหะอื่นๆ ก็ฟื้นตัวตามขึ้นไปด้วย โดยแร่เงินปรับตัวขึ้น 3.6% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นสัปดาห์แรกนับตั้งแต่เดือน ส.ค. ในขณะที่แพลทินัมปรับตัวขึ้น 7.9% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มากที่สุดนับตั้งแต่ ต.ค. 2011
จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับตัวดีขึ้น ส่งผลให้ดัชนีสินค้าโภคภัณฑ์ของบลูมเบิร์กปรับตัวขึ้น 3.5% และดึงให้ตลาดหลักทรัพย์ของประเทศส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ดังกล่าวดีขึ้นตามไปด้วย โดยดัชนีเอ็มเอสซีไอของทุกประเทศปรับตัวขึ้น 4.4% และที่น่าสังเกตก็คือ การปรับตัวเพิ่มขึ้นดังกล่าวยังสวนทางกับดัชนีค่าเงินเหรียญสหรัฐของบลูมเบิร์กที่ร่วงลงไป 1.4% อีกด้วย
ทว่านักเศรษฐศาสตร์ก็ยังเชื่อว่า ในท้ายที่สุดไม่ว่าอย่างไรก็ตามเฟดก็จะขึ้นดอกเบี้ยอยู่ดี ขึ้นอยู่กับว่าขึ้นในอัตราเท่าไร และจะขึ้นเมื่อไร ปีนี้? หรือปีหน้า? หรือมากกว่านั้น? และความไม่แน่นอนนี้เอง ก็จะยิ่งให้นักลงทุนหันกลับเข้าหาสินทรัพย์ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น







