posttoday
นโยบายธนูดอกที่ 3

นโยบายธนูดอกที่ 3

13 ตุลาคม 2558

โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ และคณะ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

โดย...ดร.สุทธาภา อมรวิวัฒน์ และคณะ ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจภายใต้ธนูดอกที่ 3 ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ เริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น แต่ความคืบหน้ายังคงเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในช่วงระยะเวลา 2 ปีครึ่งที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นได้ดำเนินการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นด้วยธนูดอกที่ 1 ผ่านมาตรการเข้าซื้อสินทรัพย์ของธนาคารกลาง หรือ QQE และธนูดอกที่ 2 ผ่านการเพิ่มการใช้จ่ายของรัฐบาล โดยผลลัพธ์ส่วนหนึ่งสะท้อนในค่าเงินเยนที่อ่อนลงถึง 31% ระหว่างเดือน มี.ค.-มิ.ย. 2558

ธนูดอกที่ 3 หรือมาตรการปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจญี่ปุ่นในระยะยาว และมีเป้าหมายยกระดับการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นให้ถึง 2% นั้น ยังขาดการวางแผนอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้เห็นผลลัพธ์ไม่ชัดเจน ปัจจุบันรัฐบาลญี่ปุ่นได้แก้ไขนโยบายธนูดอกที่ 3 เพิ่มเติม และได้รายงานผลความคืบหน้าของการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างตาม
วิสัยทัศน์ 4 ประการ ดังต่อไปนี้

1.การกระตุ้นการลงทุนของธุรกิจภาคเอกชน รัฐบาลได้วางนโยบายสร้างแรงจูงใจในการลงทุนของภาคเอกชน โดยการลดภาษีเงินได้นิติบุคคลลงจาก 34.6% เหลือ 32.1% ในปี 2558 และจะลดลงเป็น 31.3% ในปี 2559

อย่างไรก็ดี อัตราภาษีในระดับนี้ยังนับว่าสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นใน OECD โดยในระยะยาวญี่ปุ่นวางแผนจะลดให้ถึงระดับใกล้เคียง 20% นอกจากนี้ ยังมีมาตรการผลักดันให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการสินค้าและบริการสาธารณะ มีการให้ประมูลสัมปทานสนามบิน 6 รายการ เช่น ท่าอากาศยานนานาชาติโอซากาและท่าอากาศยานนานาชาติคันไซ  ซึ่งจะเปิดให้ผู้ประกอบการเอกชนเข้ามาบริหารได้ในปี 2559

2.การพัฒนาศักยภาพและส่งเสริมการจัดสรรทรัพยากรบุคคล เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานจากโครงสร้างประชากรที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุขนาดใหญ่ รัฐบาลญี่ปุ่นได้วางแผนพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคล เช่น โครงการ TOBITATE! NEXT JAPAN ซึ่งมอบทุนการศึกษาเพื่อส่งเสริมการศึกษาและการฝึกงานที่ต่างประเทศ โดยมีกระทรวงศึกษาธิการ วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นผู้รับผิดชอบ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2557 และมีเป้าหมายส่งนักศึกษาญี่ปุ่นไปต่างประเทศให้ได้ 1 หมื่นคน ภายในปี 2020

ประเด็นสำคัญที่สุดในการปฏิรูปด้านแรงงานของญี่ปุ่น คือการดึงให้สตรีเข้าร่วมตลาดแรงงานมากขึ้น มาตรการหนึ่งคือ การบรรเทาภาระการเลี้ยงดูบุตร ด้วยการเพิ่มสถานเลี้ยงดูเด็กอ่อนและเพิ่มบุคลากรให้เพียงพอ โดยปัจจุบันได้ทำสำเร็จแล้วในบางจังหวัด

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือน เม.ย. 2557 รัฐบาลยังได้ปรับเพิ่มค่าจ้างระหว่างการลางานเพื่อเลี้ยงดูบุตรจาก 50% เป็น 67% ของค่าจ้างปกติ โดยจากข้อมูลของสำนักงานสถิติแห่งชาติของญี่ปุ่น พบว่า อัตราการเข้าร่วมตลาดแรงงานสตรีได้เพิ่มขึ้นมากในช่วงเวลา 2 ปีครึ่ง นับตั้งแต่การดำรงตำแหน่งสมัยที่ 2 ของนายกรัฐมนตรี ชินโสะ อาเบะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระหว่างเดือนเม.ย.-ต.ค. 2557

3.การมุ่งสู่ตลาดใหม่ รัฐบาลญี่ปุ่นได้วางแผนการปฏิรูปและพัฒนาโครงสร้างของตลาด 3 ประเภท ได้แก่

ด้านพลังงาน รัฐบาลได้กำหนดการเปิดเสรีตลาดพลังงานไฟฟ้าเป็นครั้งแรก หลังจากที่ถูกผูกขาดโดยบริษัทไฟฟ้าประจำภูมิภาค 9 บริษัท มาตั้งแต่ช่วงปี 1950 นโยบายดังกล่าวจะเปิดให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมแข่งขันในตลาดได้ในปี 2559 พร้อมกับให้ครัวเรือนสามารถเลือกใช้บริษัทไฟฟ้าได้ตามต้องการ โดยจะมีการเปิดเสรีอย่างสมบูรณ์ในปี 2020

ด้านการแพทย์และเภสัชกรรม มีการแก้ไขกฎหมายเพื่ออนุญาตการจำหน่ายยาสามัญทั้งหมด (ยกเว้น 5 ชนิด) ผ่านอินเทอร์เน็ตภายใต้กฎรักษาความปลอดภัยการใช้ยาของผู้บริโภค โดยมีผลบังคับใช้แล้วเมื่อเดือน มิ.ย. 2557

ด้านเกษตรกรรม มีการปฏิรูปด้านเกษตรกรรมครั้งใหญ่ในรอบ 60 ปี โดยรัฐบาลได้ผ่านกฎหมายมุ่งเน้นการลดอำนาจของกลุ่มสหกรณ์การเกษตร และเพิกถอนสิทธิของสันนิบาตในการตรวจสอบการทำงานของสหกรณ์การเกษตรท้องถิ่นภายในปี 2562 มาตรการนี้มีเป้าหมายให้สหกรณ์ท้องถิ่นสามารถดำเนินการได้อย่างเสรี มีความสร้างสรรค์ และมีเอกลักษณ์ อันเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมทางการเกษตร กฎหมายดังกล่าวได้ผ่านขั้นตอนการพิจารณาของรัฐมนตรีสภาแล้วเมื่อปลายเดือน ส.ค. 2558

4.การเพิ่มบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลก ทั้งทางภาคการท่องเที่ยวและการทำสัญญาด้านการค้า ในด้านนี้รัฐบาลญี่ปุ่นเน้นการสร้างเสริมรายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว โดยระหว่างปี 2556-2557 ญี่ปุ่นได้ยกเลิกหรือผ่อนผันกฎระเบียบของการใช้วีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวไปแล้วทั้งหมด 11 ประเทศ ซึ่งรวมถึงไทยและประเทศในอาเซียนอีก 7 ประเทศ

นอกจากนี้ ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2557 ญี่ปุ่นได้ยกเลิกภาษีผู้บริโภค (ปัจจุบันใช้อัตรา 8%) ของสินค้าทุกประเภทให้แก่นักท่องเที่ยวในร้านที่เป็นเป้าหมายของรัฐบาล สินค้าดังกล่าวรวมไปถึงอาหาร บุหรี่ ผลิตภัณฑ์ยา และเครื่องสำอาง

นอกจากนี้ อีกหนึ่งความพยายามของรัฐบาลญี่ปุ่น คือการผลักดันกิจกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ ผ่านข้อตกลงความร่วมมือทางการค้าต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (Trans-Pacific Partnership : TPP) ญี่ปุ่นยังมีเป้าหมายยกระดับอัตราการค้ากับประเทศผู้ร่วมข้อตกลงการค้าเสรีจาก 19% ในปี 2555 เป็น 70% ในปี 2561 ปัจจุบันญี่ปุ่นได้เจรจากับประเทศอื่นๆ เพิ่มขึ้น อาทิ ตุรกี โคลัมเบีย เพื่อสร้างข้อตกลงการลดกำแพงการค้าระหว่างประเทศ

การแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านแรงงานและการส่งเสริมการลงทุนของภาคเอกชน ถือเป็นด้านที่สำคัญที่สุดและขาดไม่ได้ต่อการฟื้นฟูสภาพเศรษฐกิจของญี่ปุ่น ถึงแม้ว่าจะยังคงดำเนินไปอย่างช้าๆ

ทั้งนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำ โดยระหว่างปี 1990-2012 มีค่าเฉลี่ยของอัตราการเติบโตเพียง 1.1% เท่านั้น สาเหตุของภาวะเศรษฐกิจหยุดนิ่งในปัจจุบันนี้เป็นปัญหาที่หยั่งรากลึกอยู่ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของญี่ปุ่น รัฐบาลของ ชินโสะ อาเบะ ได้แสดงให้เห็นความคืบหน้าในการแก้ปัญหาผ่านการใช้นโยบายธนูดอกที่ 3

อย่างไรก็ดี มาตรการสำคัญหลายอย่างนั้นยังคงอยู่ในระยะพัฒนาเพื่อไปให้ถึงผลสัมฤทธิ์ เช่น ปัญหาอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคล ซึ่งแม้รัฐบาลญี่ปุ่นจะลดอัตรานี้ลงแล้ว แต่ก็ถือว่ายังสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก

นอกจากนี้ มาตรการหลายอย่างนั้นเพิ่งนำมาดำเนินการจริงได้ไม่นาน จึงยังต้องรอดูประสิทธิผลในระยะยาวต่อไป แต่คาดว่าหากการปฏิรูปโครงสร้างของญี่ปุ่นสัมฤทธิผล จะก่อให้เกิดแรงขับเคลื่อนการค้าการลงทุนระหว่างญี่ปุ่นกับไทย รวมถึงประเทศสมาชิกส่วนใหญ่ในเออีซี ซึ่งเป็นคู่ค้าสำคัญของญี่ปุ่นอีกด้วย

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน