
พายุดอกเบี้ยมา ประชาชนจุก
เรียกได้ว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รับลูก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.5% แบบทันควัน โดยการพาเหรดปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝาก
เรียกได้ว่าธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่รับลูก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มาอยู่ที่ 1.5% แบบทันควัน โดยการพาเหรดปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เงินฝาก
โดย...ทีมข่าวการเงิน
จุดไฟโดยไทยพาณิชย์ที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.10.55%ขาเดียว แต่ส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยกู้ตามในอีกไม่ช้า ตามด้วยธนาคารกรุงไทยที่ประกาศขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้เป็นรายแรกที่อัตรา 0.1250.150% ยังดีที่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินฝาก 0.250.35%หลังจากนี้ แน่ยิ่งกว่าแช่แป้ง ดอกเบี้ยของธนาคารพาณิชย์ทั้งระบบจะขึ้นตามกันเป็นพรวน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประมาณการว่า จากนี้ถึงสิ้นปี ดอกเบี้ยนโยบายของ กนง.จะขึ้นไปอยู่ที่ 2% คิดเป็นอัตราการเพิ่ม 0.75% ซึ่งยังไม่ถึง 1% ถือว่าไม่มาก ขณะที่ดอกเบี้ยธนาคารพาณิชย์คงไม่หนีดอกเบี้ยนโยบายมากนัก น่าจะปรับขึ้นใกล้เคียงกันที่ 0.75% แต่หากเศรษฐกิจดี สินเชื่อปล่อยได้ ดอกเบี้ยมีแนวโน้มจะปรับขึ้นไปมากกว่า 0.75% จริงอยู่พายุลูกนี้ ยังไม่ใช่พายุลูกใหญ่ เพราะดอกเบี้ยเพิ่งเริ่มเป็นขาขึ้น แต่หลังจากนี้ดอกเบี้ยจะขยับตามมาอีกเป็นระลอก นักวิเคราะห์บางคน มองไว้ว่าการประชุม กนง.รอบหน้าอาจได้เห็น ธปท.ขยับขึ้นดอกเบี้ย 0.5% ในคราวเดียวด้วยซ้ำ และถ้าย้อนกลับไปดูวัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบที่แล้ว ธนาคารพาณิชย์ทยอยปรับขึ้นดอกเบี้ยเงินกู้รวมเบ็ดเสร็จ 1.75% ภายในระยะเวลา 18 เดือน
วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบใหม่ สะท้อนเศรษฐกิจดีจากตัวเลขต่างๆ ที่สะท้อนออกมา ไม่ว่าจะเป็นตัวเลข ภาคการส่งออกที่เติบโตได้ถึง 40% จากเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัว หรือภาคการบริโภค ยอดขายรถยนต์ รถกระบะ รถจักรยานยนต์ ขยายตัวได้ดี
นอกจากนี้ ยังสะท้อนความเชื่อมั่นในอนาคตว่าเศรษฐกิจกำลังจะเริ่มดีขึ้น โดยหลายสำนักต่างมองว่าอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจปีนี้จะวิ่งไปถึง 67% หากสัญญาณเศรษฐกิจไม่ชัด ธปท.คงไม่กล้าปรับขึ้นดอกเบี้ย และธนาคารพาณิชย์คงไม่สนองนโยบายทันควันเช่นนี้
ดอกเบี้ยขาขึ้นดีกับผู้ฝากเงิน ที่ต้องทนกับสภาพดอกเบี้ยต่ำเตี้ยมานาน โดยเฉพาะคนวัยเกษียณ ที่พึ่งพิงดอกเบี้ยเป็นแหล่งรายได้สุดท้าย
บางคนต้อง กระเสือกกระสนดิ้นรนหาแหล่งลงทุนที่ให้ผลตอบแทนแบบเห็นเนื้อเห็นหนังอย่างพันธบัตรออมทรัพย์ หุ้นกู้เอกชน หรือกองทุนรวม
ทว่า จะเรียกว่าดีกับผู้ฝากเงินก็ยังพูดได้ไม่เต็มปากนัก เพราะจะให้ดีทั่วถึงจริง ก็ต่อเมื่อดอกเบี้ยออมทรัพย์ได้รับการปรับเพิ่มขึ้นด้วย เพราะดอกเบี้ยออมทรัพย์ “ไม่เต็มบาท” มาเป็นเวลาช้านาน ซึ่งจากการส่งสัญญาณของนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล อดีตกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ว่าที่ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ มั่นอกมั่นใจว่า วัฏจักรดอกเบี้ยขาขึ้นรอบนี้ ดอกเบี้ยออมทรัพย์ต้องได้รับการปรับเพิ่มขึ้นแน่นอน
อย่างไรก็ตาม ในมุมผู้กู้ต้องรับไปเต็มๆ กับต้นทุนที่สูงขึ้น คนที่กำลังตัดสินใจกู้บ้าน ต้องตื่นจากความฝัน กลับมาเผชิญความเป็นจริง เพราะปัจจัยบวกทั้งหลายทั้งปวงที่ออกมาช่วยคนกู้ซื้อบ้านต่างหมดลง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการอสังหาริมทรัพย์ที่ครบกำหนดเมื่อเดือน พ.ค. กระทรวงการคลังไม่มีต่ออายุอีกแล้ว หรือจะหวังเงินกู้ซื้อบ้านดอกเบี้ยต่ำแบบคงที่จาก สำนักงานประกันสังคม (สปส.) ก็ยังไม่เห็นแสง เพราะที่ประชุมคณะกรรมการ สปส.ยังไม่พิจารณาขยายวงเงินรอบใหม่
จากการวิเคราะห์ของ ชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการธนาคารกสิกรไทย มองไว้ว่า ดอกเบี้ยที่ปรับขึ้นทุกๆ 1% จะกระทบกับเงินในกระเป๋าให้ลดลง 67% ยกตัวอย่าง กู้เงิน 1 ล้านบาท ปกติผ่อนชำระ 8,000 บาทต่องวด หากดอกเบี้ยปรับขึ้น 1% ภาระการผ่อนจะเพิ่มเป็น 480560 บาทต่องวด แต่ภาระที่เพิ่มขึ้น 67% เป็นเพียงอัตราค่าเฉลี่ยเท่านั้น
โดยถ้าลงลึกไปกว่านี้ ทุกดอกเบี้ยที่ขึ้นมา 1% คนกู้บ้านระยะ 10 ปี จะมีค่างวดที่ต้องผ่อนเพิ่มขึ้น 4.5% คนกู้บ้านระยะ 15 ปี ค่างวดเพิ่มขึ้น 7.1% แต่ถ้าเป็นคนกู้บ้านระยะ 20 ปี ค่างวดผ่อนจะเพิ่มขึ้นถึง 8.5% สำหรับคนกู้บ้านระยะ 30 ปี ค่างวดผ่อนจะเพิ่มขึ้นถึง 11.5% เลยทีเดียวนั่นเท่ากับว่าถ้าเดิมมีภาระต้องผ่อน 8,000 บาท ภาระก็จะเพิ่มขึ้นอีก 920 บาท
ภาระเพิ่มขึ้น แต่เงินเดือนอาจไม่เพิ่มตาม! ที่น่าห่วงไม่แพ้กันคือ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ที่ต้องกู้เงินดอกเบี้ยสูงมาโดยตลอด ด้วยอัตราดอกเบี้ยเอ็มแอลอาร์ บวกๆ แม้เป็นธุรกิจมีอนาคต แต่ธนาคารยังนับหัวว่าอยู่กลุ่มเสี่ยง ขึ้นชื่อว่าเอสเอ็มอี งบการเงินยังไม่ชัดเจนพอให้ธนาคารสบายใจ ดอกเบี้ยจึงสูงกว่าลูกค้ารายใหญ่มาก
แม้ธนาคารพยายามจะบอกว่าหัวใจหลักของเอสเอ็มอีคือ วงเงินกู้เยอะๆ ดอกเบี้ยไม่มีปัญหา แต่จากเสียงผู้ประกอบการ ก็ยังได้ยินเสียงบ่นตลอดเวลา ว่าอยากได้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกับเขาบ้าง นั่นยังไม่เท่ากับยอดขายในปัจจุบัน ที่บรรยากาศดูอึมครึม ไม่แพ้ฟ้าฝนช่วงนี้ เพราะแม้เศรษฐกิจภาพใหญ่ดูดี แต่การใช้จ่ายเงิน การค้าขายยังไม่กลับมาดีเต็มที่นัก ผู้ประกอบการพ่อค้า แม่ขาย ยังไม่รู้สึกมั่นใจ หากสำรวจตลาดสด ย่านการค้า ร้านค้าที่เคยขายดีๆ ก็ยังไม่กลับมาดีเหมือนเดิม เพราะมนุษย์เงินเดือนเอง ก็ยังไม่กล้าควักเงินมาใช้แบบเต็มร้อยลำพังรายได้ โบนัส โอที ไม่มีทีท่าจะขยับ เมื่อการจับจ่ายใช้สอยทำได้ไม่สะดวกใจ พาให้ของซื้อของขายสะดุดฝืดเคืองไปด้วยยอดขายไม่วิ่ง แต่ดอกเบี้ยกำลังจะวิ่งทิ้งห่างไปแล้ว ยังไม่นับรวมผู้ประกอบการที่อยู่ในช่วงปรับโครงสร้างหนี้ ธุรกิจยังง่อนแง่นลูกผีลูกคน จะต้องจุกกับต้นทุนเงินที่จะแพงขึ้นอีก
ดังนั้น คำถามที่เกิดขึ้นในใจเราๆ ท่านๆ ตอนนี้คือเศรษฐกิจดีจริงหรือ ดีจริงหรือดีหลอก ดีขึ้นแล้วหรือหวังว่าจะดี เพราะหวั่นใจว่าภาพเศรษฐกิจที่ดีนั้น ดีแค่ตัวเลข ดีจากฐานที่ต่ำ เป็นตัวเลขดีแค่ชั่วคราวหรือไม่ หรือดีแบบกระจุกในบางภาคเศรษฐกิจ เฉพาะภาคการส่งออก แต่ไม่ได้ดีแบบกระจายอย่างทั่วถึง
ปฏิเสธไม่ได้ว่าภาพใน ระยะยาว ดอกเบี้ยขาขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะดูดเงินลงทุนจากภายนอกเข้ามา เพราะสายตาภายนอกจะพอใจกับผลตอบแทนที่สูงขึ้น แถมค่าเงินบาทที่มีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตามดอกเบี้ยของภูมิภาค เรียกว่าเข้ามาแล้วได้สองเด้ง ซึ่งเม็ดเงินลงทุนที่เข้ามา เป็นผลดีต่อการจ้างงาน การผลิต สร้างเม็ดเงินหมุนเวียนในเศรษฐกิจ เนื่องจากที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ทุกวันนี้ก็เป็นผลพวงจากการลงทุนในอดีต หากไร้เม็ดเงินลงทุนใหม่ ประเทศไทยคงโตได้อีกไม่นาน
ทว่า กว่าจะไปถึงวันนั้น น่าห่วงว่า ในระยะสั้น ลูกค้า ประชาชน ผู้ประกอบการ อาจต้องกระอักกับพายุดอกเบี้ยที่พัดมา พาเงินในกระเป๋าปลิวออกไป โจทย์คือ จะยืนให้มั่นคงได้อย่างไร ท่ามกลางวิกฤตต้นทุนพุ่ง แต่รายได้ยอดขายจอดสนิทแบบนี้







