
คิดให้ครบแก้ไข่แพง
มติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ที่ผ่านมา ให้เปิดเสรีนำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ เพราะ ครม.คาดว่าเมื่อเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ ไม่โดนผูกขาดโควตาโดยเอกชน 9 ราย การเปิดเสรีจะมีจำนวนไก่ไข่ที่เพิ่มมากขึ้น จะทำให้ราคาไข่ไก่ปัจจุบันที่ราคาแพง ต้องปรับลดราคาลงไปตามผลผลิตจากไก่ไข่ที่ออกมามากขึ้น ตามจำนวนแม่ไก่ที่มีการนำเข้าเสรีมากขึ้น โดยจะเห็นผลหลังมติ ครม.ทลายการผูกขาดนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ในอีก 813 เดือน
การคิดเพียงเท่านี้ของรัฐบาล วงการไก่ไข่ต่างออกมาบอกว่าเป็นการมองปัญหาไข่แพงที่ง่ายเกินไป เป็นการเกาไม่ถูกที่คันและจะต้องเผชิญกับปัญหาที่ใหญ่กว่าในอนาคต เมื่อราคาไข่ไก่ตก ผู้เลี้ยงโดยเฉพาะรายย่อยต้องขาดทุนเจ๊งและเลิกกิจการ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาเมื่อปี 2549 ก่อนที่จะมีคณะกรรมการนโยบายไก่ไข่และพัฒนาผลิตภัณฑ์ หรือบอร์ดไข่ และเมื่อเกิดปัญหานี้ คาดจะต้องใช้เวลาอย่างน้อย 23 ปี ถึงจะแก้ปัญหาไข่ไก่ราคาตกต่ำ เล้าเจ๊งเลิกกิจการได้
จริงๆ แล้วรัฐบาลก็รู้ดีว่า ปัญหาไข่ไก่ราคาแพงขณะนี้ นอกจากปัญหาจากภัยแล้งทำให้ผลผลิตไข่ไก่ออกมาน้อยลง ยังมาจากปัญหาที่หมักหมมมานานในวงการ จากการที่ผู้นำเข้าพันธุ์ไก่ไข่ มีการขายไก่พ่วงอาหารสัตว์ และเรื่องนี้มีการเขี่ยให้รุนแรงขึ้น จากกลุ่มผลประโยชน์ใหม่ ที่ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เองก็ออกมาดักคอแล้วว่า เป็นกลุ่มทุนที่เตรียมจะขายอาหารสัตว์พ่วงไก่ไข่
ปัญหาไข่ไก่ที่โดนทำให้แพง เพื่อให้นำไปสู่การเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ จึงเป็นการชิงเหลี่ยมกันของกลุ่มผลประโยชน์เดิมที่คุมโควตาการนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่ กับกลุ่มทุนใหม่ที่ผลิตอาหารไก่ แต่ไม่สามารถหาไก่ไข่มาขายให้ลูกเล้าได้
ดังนั้น การแก้ปัญหาของรัฐบาล นอกจากจะเปิดเสรีนำเข้าแม่พันธุ์ไก่ไข่แล้ว รัฐบาลควรจะเข้าไปแก้ปัญหาการขายพ่วงของ ทั้งการขายไก่ไข่พ่วงอาหารสัตว์ หรือการขายอาหารสัตว์พ่วงไก่ไข่ด้วย เพื่อเป็นการลดต้นทุนให้แก่เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ ที่สำคัญเป็นการเปิดเสรีกระบวนการเลี้ยงไก่ไข่ ให้ได้ตลอดทั้งกระบวนการ ได้แข่งขันอย่างเสรีและเป็นธรรม
เรื่องนี้รัฐบาลมี พ.ร.บ.แข่งขันการค้า สามารถเข้าไปจัดการผู้ประกอบการรายใหญ่ที่ทำการค้าโดยการขายไก่ไข่พ่วงอาหารสัตว์ หรือการขายอาหารสัตว์พ่วงไก่ไข่ได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่ารัฐบาลจะจริงจังในการบังคับใช้กฎหมายดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน เพราะตั้งแต่มี พ.ร.บ.แข่งขันการค้าในเมืองไทย มีการนำกฎหมายดังกล่าวไปใช้แก้ปัญหาแค่เพียงครั้งเดียว
นอกจากนี้ รัฐบาลควรจะสร้างกลไกให้เกษตรกรผู้เลี้ยงไก่ไข่รายย่อย สามารถแข่งขันกับยักษ์ใหญ่วงการไข่ไก่ได้ เพราะด้วยสายป่านที่ยาวกว่า เทคโนโลยีในการเลี้ยง ความสามารถที่ทำได้ครบวงจร ตั้งแต่นำเข้าพันธุ์แม่ไก่ไข่ ฟักเลี้ยงไก่ไข่ มีโรงงานผลิตอาหารสัตว์เอง และบางรายยังมีร้านค้าส่งและร้านค้าปลีกช่วยจำหน่าย ด้วยเงื่อนทางธุรกิจดังกล่าว แข่งอย่างไรรายใหญ่ก็ทุบเกษตรกรรายย่อยตายแน่นอน
เมื่อรัฐบาลจริงจังจะแก้ปัญหาไข่ไก่แพงแล้ว ก็ช่วยแก้ให้ครบเบ็ดเสร็จ อย่าแก้เฉพาะหน้าแล้วก่อให้เกิดปัญหาที่ใหญ่กว่าตามมา







