posttoday
ปฏิรูปภาษี งานร้อนรัฐบาล

ปฏิรูปภาษี งานร้อนรัฐบาล

12 ตุลาคม 2558

การปฏิรูปภาษีเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาโครงสร้างภาษีของไทยมีปัญหาทั้งการเก็บรายได้และการสร้างความเป็นธรรม จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการดำเนินธุรกิจและการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหาร ก็ประกาศนโยบายปฏิรูปภาษีของประเทศครั้งใหญ่เพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับการพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยการยกเลิกการลดหย่อนภาษีให้คนรวย รวมถึงเก็บภาษีคนที่มั่งมีให้มากขึ้น ซึ่งนโยบายทั้งหมดจะมีการสานต่อจนถึงรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศแทน คสช.

การปฏิรูปภาษีเป็นนโยบายที่สำคัญของรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาโครงสร้างภาษีของไทยมีปัญหาทั้งการเก็บรายได้และการสร้างความเป็นธรรม จนทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในการดำเนินธุรกิจและการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหาร ก็ประกาศนโยบายปฏิรูปภาษีของประเทศครั้งใหญ่เพื่อให้มีรายได้เพียงพอกับการพัฒนาประเทศและลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ด้วยการยกเลิกการลดหย่อนภาษีให้คนรวย รวมถึงเก็บภาษีคนที่มั่งมีให้มากขึ้น ซึ่งนโยบายทั้งหมดจะมีการสานต่อจนถึงรัฐบาลที่เข้ามาบริหารประเทศแทน คสช.

อย่างไรก็ตาม การปฏิรูปภาษีของประเทศไม่ใช่เรื่องง่าย เห็นได้ชัดว่าการออกกฎหมายเก็บภาษีผู้รับมรดก ที่ตอนร่างกฎหมายให้เก็บภาษีจากผู้รับมรดกในส่วนที่เกิน 50 ล้านบาท ในอัตรา 10%

แต่ทว่าสุดท้าย กฎหมายก็ถูกยำออกมาเป็นเก็บภาษีผู้รับมรดกในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 5% สำหรับผู้รับมรดกที่เป็นผู้สืบสันดาน และ 10% สำหรับผู้รับมรดกที่ไม่ได้เป็นผู้สืบสันดาน การแก้ไขกฎหมายดังกล่าวทำให้การออกกฎหมายเก็บภาษีมรดก ได้ชื่อแค่ว่าได้ทำแต่เก็บไม่ได้จริง เพราะเงื่อนไขใหม่คนไทย 60 ล้านคน จะมีสักกี่คนที่มีมรดกให้ลูกแต่ละคนเกิน 100 ล้านบาท

เมื่อเป็นเช่นนี้ ภาษีมรดกจึงเป็นได้แค่สัญลักษณ์ที่ คสช.และรัฐบาลได้สร้างขึ้นมาว่าเป็นมาตรการภาษีที่จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม แต่ในทางปฏิบัติไม่มีทางทำได้จริง

หรือแม้แต่แนวคิดการลดภาษีให้คนรวย ที่ตอนนี้มีการลดหย่อนภาษีจากการซื้อหน่วยกองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ ที่มาตรการจะสิ้นสุดในปี 2559 แต่จนถึงบัดนี้รัฐบาลก็ยังไม่กล้าตัดสินใจจะยกเลิก ในทางตรงข้ามยังสัญญาที่จะต่อมาตรการนี้ออกไปอีกเพื่อสนับสนุนตลาดทุน ส่งผลให้ปัญหาความเหลื่อมล้ำจากมาตรการภาษีของไทยยังคาใจผู้มีรายได้น้อยที่ไม่สามารถใช้สิทธิดังกล่าวอยู่ต่อไป

ล่าสุดประเด็นร้อน เรื่องการออกกฎหมายเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งทีมเศรษฐกิจชุดเก่าของรัฐบาลพยายามผลักดันเรื่องนี้ แต่ถูกนายกรัฐมนตรีเบรกเนื่องจากถูกแรงต่อต้านจากสังคม ทั้งผู้มีบ้านและนายทุนเศรษฐีที่ดินที่ไม่ต้องการมีภาระเพิ่ม

อย่างไรก็ตาม เรื่องการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างเป็นเรื่องที่รัฐบาลหนีไม่พ้น เพราะการเก็บภาษีดังกล่าวตอบโจทย์ทั้งเรื่องการหารายได้ และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ผู้ที่มีที่ดินมากก็ควรต้องเสียภาษีให้กับประเทศมาก

การพิจารณารายละเอียดของกระทรวงการคลังเรื่องภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ก็สามารถตอบโจทย์ดังกล่าวได้ดี โดยผู้ที่มีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างทุกคนมีภาระต้องเสียภาษี แต่ผู้ที่ถือครองที่ดินจำนวนมากและไม่ได้ใช้ประโยชน์ก็ต้องจ่ายภาษีมากกว่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้ประโยชน์ในที่ดินมากขึ้น

รายละเอียดสาระสำคัญของการเก็บภาษีที่ดินกำหนดอัตราเพดานภาษีไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ภาษีที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 0.2% ของราคาประเมิน ภาษีที่ดินที่อยู่อาศัย 0.3% ของราคาประเมิน ภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์ หรืออุตสาหกรรม 1% ของราคาประเมิน และภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ในช่วง 1-3 ปีแรกเก็บภาษี 1% ในช่วง 4-6 ปี เก็บเพิ่มเป็น 2% และปีที่ 7 ขึ้นไปเสียภาษี 3% จะเริ่มเก็บตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2560

ในส่วนของอัตราภาษีที่ดินที่จะจัดเก็บจะกำหนดในพระราชกฤษฎีกา ซึ่งจะเก็บเป็นขั้นบันไดตามราคาประเมิน โดยภาษีที่ดินเพื่อเกษตรกรรมมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาทแรก เก็บภาษี 0.01% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 200 บาท/ปี ไปถึงมูลค่า 100 ล้านบาทขึ้นไป เก็บภาษี 0.1% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่จ่าย 5.63 หมื่นบาท/ปี ในส่วนของภาษีที่ดินเพื่ออยู่อาศัยมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.03% หรือคิดเป็นภาษีที่จ่าย 600 บาท/ปี ไล่ไปจนถึงบ้านที่ราคา 100 ล้านบาทขึ้นไป เก็บภาษี 0.2% หรือคิดเป็นเงินภาษีที่ต้องจ่าย 6.39 หมื่นบาท/ปี

สำหรับภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรมมูลค่าไม่เกิน 2 ล้านบาท เก็บภาษี 0.1% หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 2,000 บาท/ปี ไปจนถึงมูลค่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป เสียภาษี 0.6% หรือคิดเป็นภาษีที่ต้องจ่าย 4.3 ล้านบาท/ปี

นอกจากนี้ จะมีการบรรเทาภาระภาษีกรณีที่อยู่อาศัยให้เหลือครึ่งหนึ่งของภาษีที่ต้องชำระเป็นเวลา 3 ปี หากผู้เสียภาษีอยู่อาศัยมาเกิน 15 ปี และมีรายได้น้อยแต่ได้รับผลกระทบจากราคาที่ดินที่เพิ่มสูงขึ้นจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล

ทั้งนี้ คลังประเมินว่าการเก็บภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างใหม่นี้ ในช่วง 3 ปีแรกที่มีการบรรเทาผลกระทบจะเก็บภาษีได้ปีละ 8.2 หมื่นล้านบาท และตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไปจะเก็บภาษีได้ 9.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งการเก็บภาษีจะมีการกระตุ้นให้มีการใช้ประโยชน์ที่ดินมากขึ้น โดยเฉพาะที่ดินรกร้างว่างเปล่า เพราะจะเสียภาษีในอัตราที่สูงมากจากรายละเอียดภาษีที่ดินของกระทรวงการคลัง ต้องถือว่าทำการบ้านมาดี เพราะเป็นการเก็บภาษีแบบอัตราก้าวหน้าเหมือนการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา โดยเฉพาะในส่วนภาระภาษีของผู้มีรายได้น้อยก็ถือว่าไม่มาก เช่น เกษตรกรที่มีที่ดินเกิน 2 ล้านบาท เสียภาษี 200 บาท หรือคนมีบ้านไม่เกิน 2 ล้านบาท เสียภาษี 600 บาท ซึ่งเป็นไปตามหลักการที่กระทรวงการคลังตั้งไว้ว่าภาระภาษีที่ดินสำหรับคนมีรายได้น้อยต้องไม่มากกว่าการเสียภาษีรถยนต์ประจำปีที่เสียอยู่ในปัจจุบัน

ในส่วนของการปฏิรูปภาษีเรื่องการปรับเพิ่มขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) ซึ่งตอนนี้ลดอัตราจาก 10% ให้เหลือ 7% ออกไปอีก 1 ปี ก็เป็นเรื่องที่รัฐบาลเลี่ยงการปรับขึ้นภาษีในอนาคตได้ยาก เพราะประเทศต้องการรายได้เพื่อการพัฒนาประเทศอีกมาก ที่ผ่านมารายได้ไม่พอรายจ่าย รัฐบาลต้องทำงบประมาณแบบขาดดุลมานานมากกว่า 10 ปี ส่งผลให้หนี้สาธารณะของประเทศเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม้ว่านโยบายของรัฐบาลล่าสุดจะไม่มีแนวคิดเพิ่มภาษีแวต โดยจะขยายฐานภาษีให้ผู้ประกอบการทำบัญชีเดียว และให้มีการชำระบริการและสินค้าผ่านทางอี-เพย์เมนต์ ซึ่งจะทำให้การเก็บภาษีแวตเพิ่มขึ้นเนื่องจากหลบเลี่ยงไม่ได้ แต่การดำเนินการไม่ใช่เรื่องง่ายและยังไม่ชัดเจนว่าต้องใช้เวลานานอีกเท่าไรจะทำสำเร็จ ดังนั้นสุดท้ายทำให้รัฐบาลเลี่ยงการเพิ่มอัตราภาษีแวตได้ยากมากขึ้นเรื่อยๆ

ทั้งหมดถือเป็นการปฏิรูปภาษีที่เป็นประเด็นร้อนของรัฐบาล ที่ไม่ว่าช้าหรือเร็วก็ต้องเดินหน้าเรื่องดังกล่าว เพราะเป็นนโยบายที่รัฐบาลประกาศไว้ไม่ทำก็เท่ากับกลืนน้ำลายตัวเอง ทำให้การปฏิรูปเศรษฐกิจล้มเหลว นอกจากนี้ปัจจัยต่างๆ ทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้ การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมก็จะบีบรัดให้รัฐบาลดิ้นหนีไม่พ้นและต้องเดินหน้าปฏิรูปภาษีดังกล่าว

เมื่อเป็นเช่นนี้ การเร่งดำเนินการทำให้มีความชัดเจน โดยให้เวลาผู้ที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาเตรียมตัวไว้แต่เนิ่นๆ ดีกว่าที่จะเตะถ่วงเพียงเพราะกลัวเสียคะแนนทางการเมืองหรือแรงต้านจากสังคมหรือนายทุนเท่านั้น

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท