
คิดถึงพระเจ้าอโศก
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
โดย...สมผล ตระกูลรุ่ง
พุทธศาสนาที่มาเจริญเป็นปึกแผ่นมั่นคงในประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านในดินแดนสุวรรณภูมินี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นเพราะพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์อินเดียแห่งราชวงศ์โมริยะ ผู้เลื่อมใสศรัทธาอย่างลึกซึ้งในพุทธศาสนา ได้ฟื้นฟูพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรือง และส่งพระธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปทั่วอินเดียและประเทศรอบๆ ซึ่งรวมถึงดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ด้วย
เมื่อพระเจ้าอโศกทรงศึกษาหลักธรรม ในที่สุดพระองค์ได้เห็นว่าพระพุทธศาสนาจะช่วยให้ปัจเจกบุคคลและสังคมอยู่อย่างสงบสุขได้ จึงทรงตัดสินพระทัยนับถือพุทธศาสนาเป็นสรณะในชีวิตสืบไป พระองค์ได้ทำนุบำรุงพุทธศาสนาอย่างจริงจัง ทรงเปลี่ยนกองทัพอันเกรียงไกรมาเป็นกองทัพธรรมเพื่อเผยแผ่พระพุทธศาสนา
พระภิกษุในยุคนั้นได้รับการดูแลทำนุอย่างดี จนพวกเดียรถีย์นอกศาสนา ปลอมบวชเข้ามาแสวงหาลาภสักการะ จึงเกิดมีอลัชชีปะปนอยู่ในทุกวัด อลัชชีพวกนี้ไม่รักษาสิกขาบท ไม่รู้ธรรมวินัย เข้ามาแสวงหาประโยชน์เท่านั้น ทำให้พระแท้ไม่ยอมลงอุโบสถทำสังฆกรรมร่วมกับอลัชชีพวกนี้ พระเถระผู้ใหญ่ไม่อาจทนเห็นสภาพของพวกอลัชชีเหล่านี้ได้ จึงได้หลีกเร้นเข้าป่าหาความสงบ
เมื่อพระเจ้าอโศกทราบว่า พระภิกษุไม่ลงอุโบสถร่วมกัน จึงให้อำมาตย์ถือรับสั่งไปแก้ปัญหา อำมาตย์ผู้นี้ไปสอบสวนได้ฆ่าพระที่ตอบว่าไม่ยอมร่วมสังฆกรรม จนพระติสสะซึ่งเป็นน้องชายของพระเจ้าอโศกต้องเข้าไปนั่งขวางไว้ อำมาตย์ไม่กล้าลงมือ แล้วได้กลับไปกราบทูลรายงานให้พระเจ้าอโศกทราบ
พระเจ้าอโศกดำริว่า อำมาตย์นี้โง่เง่านัก ไปทำกรรมหนัก พระองค์เกรงว่าบาปนั้นจะตกกับองด้วยจึงได้ไปนิมนต์พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ซึ่งหลบหนีเข้าไปอยู่ป่า ให้ออกมาช่วยกันรักษาพุทธศาสนา โดยได้สอบถามถึงบาปกรรมที่อำมาตย์ไปฆ่าพระว่า พระองค์จะได้รับผลของกรรมนั้นด้วยหรือไม่ พระเถระกราบทูลว่า เมื่อพระองค์ไม่มีพระประสงค์จะให้อำมาตย์ฆ่าภิกษุ บาปจึงไม่มีแก่พระองค์
พระโมคคัลลีบุตรติสสะเถระ ได้คัดกรองพระแท้พระเทียม โดยได้สอบถามปัญหาทางธรรมวินัย ซึ่งพระแท้เท่านั้นจึงจะตอบได้ ในครั้งนั้นมีพวกเดียรถีย์ปลอมบวชถูกจับสึกเป็นจำนวนถึง 6 หมื่นรูป
หลังจากนั้นพระองค์ได้โปรดให้ทำสังคายนาพระธรรมวินัย โดยพระโมคคัลลีบุตรติสสะเป็นประธานการสังคายนา เป็นการสังคายนาครั้งที่ 3 ของพุทธศาสนา
พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งคณะธรรมทูตออกเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็น 9 สาย หนึ่งในนั้นคือดินแดนสุวรรณภูมิแห่งนี้ พุทธศาสนาได้ไปเจริญรุ่งเรืองในหลายประเทศ มีหลักฐานถึงความยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนาทิ้งไว้เป็นอนุสรณ์ เช่น พระใหญ่ที่แกะสลักจากภูเขาที่อัฟกานิสถาน หรือบุโรพุทโธที่อินโดนีเซีย
นั่นเป็นเหตุการณ์เมื่อกว่า 2,000 ปีมาแล้ว กงล้อแห่งประวัติศาสตร์กำลังหมุนทับรอยเดิมในวันนี้
พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นทหาร เป็นนักรบ ได้เข้ามาดูแลรับผิดชอบประเทศ จากเหตุการณ์ความรุนแรง มีผู้คนล้มตายจากการใช้อาวุธ ไม่ว่าคุณลุงตู่จะเกิดความสลดสังเวชหรือไม่ก็ตาม ลุงตู่ก็ได้เข้ามาแก้ไขสถานการณ์ รับผิดชอบ แบกภาระอันหนักของประเทศในยุคนี้
แม้จะไม่มีอลัชชีเต็มบ้านเต็มเมือง แต่ก็มีธรรมกาย
เรื่องของธัมมชโย เจ้าสำนักธรรมกาย ผู้ถือลูกแก้วเป็นสรณะ มีความเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินเงินทอง จนสมเด็จพระสังฆราชฯ มีพระลิขิตว่า ต้องอาบัติปาราชิก ขาดจากความเป็นพระ แต่มหาเถรสมาคมในยุคของสมเด็จเกี่ยวได้ปกป้องไม่ยอมดำเนินการใดๆ กับธัมมชโย มีเพียงกฎหมายบ้านเมืองที่ดำเนินคดียักยอกทรัพย์สินของวัดและเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ได้ฟ้องคดีต่อศาล มีการสืบพยานจนจะเสร็จสิ้นอยู่แล้ว แต่กลับปรากฏว่า พชร ยุติธรรมดำรง อัยการสูงสุด ในยุคที่นักโทษหนีคดีที่ชื่อ ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นคำร้องถอนฟ้อง อ้างว่า ธัมมชโยยอมคืนทรัพย์สิน และสอนถูกต้องตามธรรมวินัยแล้ว
นอกจากกรณีดังกล่าวแล้ว ธัมมชโยยังพัวพันเป็นผู้รับเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท คดีนี้ยังอยู่ที่ดีเอสไอซึ่งขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกำลังกลายเป็นบ้องกัญชา เพราะดูท่าทีวันนี้ของดีเอสไอ สำนักงานแห่งใหญ่ที่ยิ่งใหญ่กว่าตำรวจแล้ว คงไม่กล้าแตะต้องธรรมกาย
จากการละเลยของผู้มีหน้าที่ต้องดูแลพุทธศาสนา ทำให้พระพุทธะอิสระและวิรังรอง ทัพพะรังสี ประธานเครือข่ายมหาวิทยาลัยเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย ยื่นคำร้องขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของ พชร ยุติธรรมดำรง อดีตอัยการสูงสุด และอดีตอธิบดีกรมการศาสนา ว่าไม่ปฏิบัติตามพระลิขิตของสมเด็จพระสังฆราชฯ ที่มีพระราชวินิจฉัยกรณีพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย ปาราชิก
เมื่อเดือน ก.ค.ปีนี้ ผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีคำวินิจฉัยส่งให้นายกรัฐมนตรีลุงตู่ ว่า ธัมมชโยต้องอาบัติปาราชิก และการที่อัยการสูงสุดถอนฟ้องธัมมชโยเป็นไปโดยชอบหรือไม่
“ผู้ตรวจการแผ่นดินเคารพในหลักการที่อัยการต้องมีอิสระในการพิจารณาสั่งคดี แต่การสั่งคดีต้องเป็นไปโดยเที่ยงธรรมสุจริต ผู้ตรวจฯ จึงทำความเห็นและข้อเสนอไปยังนายกฯ และหัวหน้า คสช. ขอให้ตั้งคณะกรรมการพิจารณาการมีความสั่งถอนฟ้องของนายพชรว่ามีความผิดตามมาตรา 147 หรือไม่”
สาวกของธรรมกายรวมตัวคัดค้าน อ้างว่าเรื่องของธัมมชโยสิ้นสุดลงแล้ว จึงไม่ควรรื้อฟื้นขึ้นมาอีก ซึ่งขัดกับหลักในทางศาสนา เพราะในทางธรรมวินัย ไม่มีอายุความ การปาราชิก เป็นผลให้ขาดจากความเป็นพระในทันที ไม่ต้องรอการชี้ขาด เหมือนใบไม้ที่หลุดจากกิ่งเป็นใบไม้แห้ง ย่อมไม่มีทางที่จะทำให้เป็นใบไม้สดขึ้นมาได้ การยอมรับว่าได้คืนทรัพย์สินให้วัด เท่ากับการรับสารภาพว่าต้องอาบัติอทินนาทานจริง
อำมาตย์ในวันนี้ ไม่ว่าจะโง่จริงหรือแกล้งโง่ แต่ก็ได้ทำความเสียหายให้กับพระศาสนา ถอนคดีที่ฟ้องไปแล้ว และกำลังจะไม่ฟ้องคดีที่มีความผิดอันเห็นประจักษ์อยู่
เมื่อเกิดอลัชชีในวงการพุทธศาสนา อาณาจักรย่อมมีหน้าที่ต้องเข้ามาช่วยแก้ไข พระดีๆ ท่านไม่อาจทำอะไรกับคนหน้าด้านได้
เหตุการณ์ในวันนี้ทำให้คิดถึงพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่รู้จะมีใครกล้าเหมือนอย่างท่านบ้าง ลุงตู่พอจะทราบไหมครับ







