
ไตรมาส 4 ฤดูกาลที่ดีตลาดหุ้น กสิกรฯไม่กล้าฟันธงเงินไหลกลับ
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยตีกลับอย่างรวดเร็ว ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ทะยานขึ้นแรงถึง 4.83% ปิดที่ระดับ 1,411.33 จุด หลังจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหนักๆ ติดต่อกันหลายวัน และค่าเงินบาทแข็งเกินคาดอยู่ที่ 35.52 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 36.57 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงตามสัญญาณการเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยไปปีหน้า แนวโน้มตลาดหุ้นและค่าเงินบาทในไตรมาสสุดท้ายปีนี้จะมีทิศทางอย่างไร
ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยตีกลับอย่างรวดเร็ว ดัชนีหุ้นตลาดหลักทรัพย์ทะยานขึ้นแรงถึง 4.83% ปิดที่ระดับ 1,411.33 จุด หลังจากนักลงทุนต่างชาติกลับมาซื้อหนักๆ ติดต่อกันหลายวัน และค่าเงินบาทแข็งเกินคาดอยู่ที่ 35.52 บาท/เหรียญสหรัฐ เทียบกับ 36.57 บาท/เหรียญสหรัฐ เมื่อวันศุกร์ที่ 2 ต.ค. เนื่องจากเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงตามสัญญาณการเลื่อนขึ้นดอกเบี้ยไปปีหน้า แนวโน้มตลาดหุ้นและค่าเงินบาทในไตรมาสสุดท้ายปีนี้จะมีทิศทางอย่างไร
เกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการแข่งขันเศรษฐศาสตร์เพชรยอดมงกุฎครั้งที่ 7 ว่า ตลาดหุ้นที่ปรับตัวขึ้นปิดเหนือระดับ 1,400 จุด เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา เนื่องจากนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่ม กลับมาซื้อ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความคุ้นเคยกับเมืองไทย เพราะเห็นโอกาสที่ดีหลังจากตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงมากเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดหุ้นเกิดใหม่ด้วยกัน แต่ก็ยังมีนักลงทุนต่างชาติบางกลุ่มที่ไม่เข้ามาในไตรมาสนี้ เพราะเป็นช่วงที่จะปิดบัญชีผลตอบแทน เพื่อรอตัดสินใจลงทุนใหม่ในปีหน้า
นอกจากนี้ ในไตรมาส 4 ปีนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนไหลกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นมากกว่าช่วงไตรมาส 2 และ 3 เนื่องจากได้รับผลทางจิตวิทยาจากทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่ได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักลงทุน แม้ว่าจะเห็นเม็ดเงินลงทุนในปีหน้าก็ตาม รวมถึงนักลงทุนยังคลายความกังวลเกี่ยวกับธนาคารกลางสหรัฐ หรือ เฟด ที่จะมีมติคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมวันที่ 27-28 ต.ค.นี้ ซึ่งจะส่งผลให้สภาพคล่องของระบบการเงินโลกอยู่ในระดับสูงต่อไป
สำหรับการพาผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) รวม 10 รายไปนำเสนอข้อมูล (โรดโชว์) ที่สหรัฐ เมื่อวันที่ 7-8 ต.ค.ที่ผ่านมา เกศรา กล่าวว่า นักลงทุนสถาบันต่างประเทศมีมุมมองต่อประเทศไทยดีขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา เพราะมีความชัดเจนในหลายๆ เรื่อง แต่การตัดสินใจเข้ามาลงทุนก็ต้องรอเวลา และปัจจุบันนักลงทุนผิดหวังกับตลาดอเมริกาใต้ จึงกำลังมองหาแหล่งลงทุนใหม่
ด้านเม็ดเงินลงทุนในประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนผ่านกองทุน รวมหุ้นระยะยาว (LTF) ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ในไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะเข้ามาลงทุนน้อยกว่าไตรมาส 4 ปีก่อน เพราะปีนี้เม็ดเงินลงทุนได้ทยอยเข้ามาตั้งแต่เมื่อต้นปีแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แมนูไลฟ์ (ประเทศไทย) คาดการณ์ว่า ดัชนีได้ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว คาดไตรมาส 4 อาจจะขึ้นไปถึง 1,400-1,450 จุด และคาดว่าจะมีเม็ดเงินลงทุนจาก LTF เข้ามาลงทุนประมาณ 2 หมื่นล้านบาท
ขณะที่ บริษัท มอร์นิ่งสตาร์ รีเสิร์ช (ประเทศไทย) คาดว่าในช่วงไตรมาส 4 จะมีเม็ดเงินลงทุน LTF ประมาณ 3 หมื่นล้านบาท หลังจากนักลงทุนทยอยเข้าลงทุนในกองทุน LTF จำนวน 1.07 หมื่นล้านบาท ในไตรมาส 3 ซึ่งเป็นมูลค่าสูงสุดนับตั้งแต่จัดตั้งกองทุน รวมทั้งมีเงินไหลเข้ากองทุน RMF จำนวน 4,420 ล้านบาท คาดว่าทั้งปีเงินไหลเข้า LTF น่าจะอยู่ที่ประมาณ 3.3-3.4 หมื่นล้านบาท เหมือนปีที่ผ่านมา
ด้านแนวโน้มค่าเงินบาท เชาวน์ เก่งชน กรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เงินบาทที่แข็งค่าในระยะนี้ เป็นผลจากเฟดไม่ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อรอบประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินสหรัฐในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลให้ตลาดเงินแกว่งกลับด้าน เงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลง กดดันให้สกุลเงินต่างๆ รวมทั้งค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่าขึ้น
ทั้งนี้ เงินบาทจะแข็งค่านานเพียงใดขึ้นอยู่กับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในเดือน พ.ย.และ ธ.ค. หากไม่เป็นที่น่าพอใจ ก็มีโอกาสที่เฟดจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยออกไปเป็นปีหน้า ทำให้ทิศทางเงินบาทแข็งค่าอยู่ แต่หากตัวเลขออกมาดีต่อเนื่องก็น่าจะทำให้เฟดตัดสินใจขึ้นดอกเบี้ยกลางเดือน ธ.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม ทิศทางเงินทุนไหลกลับเข้าไทยหรือไม่ยังเร็วเกินไปที่จะระบุ โดยระยะสั้นอาจเห็นต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนตลาดหุ้นไทยบ้าง แต่ถ้าจะเห็นทิศทางจริงๆ ต้องดูเป็นรายเดือน เบื้องต้นยังคาดการณ์เงินบาทสิ้นปี 36.75 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นไปตามที่คาดหรือไม่ขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจสหรัฐ ในสองเดือนสุดท้าย
สำหรับแนวโน้มในสัปดาห์นี้ ธนาคารกสิกรไทยคาดเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 35.35-35.65 บาท/เหรียญสหรัฐ ส่วนตลาดหุ้น บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย มองดัชนีมีแนวต้านที่ 1,420 และ 1,442 จุด ขณะที่แนวรับอยู่ที่ 1,405 และ 1,385 จุด ตามลำดับ ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ ถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ระดับสูงของเฟดต่อจังหวะในการปรับขึ้นดอกเบี้ย และข้อมูลภาคการค้าของจีน รวมทั้งผลสำรวจความเชื่อมั่นในเยอรมนี







