
ไม่อยากยุ่ง แต่ปฏิเสธลำบาก
อาจเรียกได้ว่า กลายเป็นความคุ้นเคยในทางการเมืองของประเทศไทยไปแล้ว
โดย...ไพบูลย์ กระจ่างวุฒิชัย
อาจเรียกได้ว่า กลายเป็นความคุ้นเคยในทางการเมืองของประเทศไทยไปแล้ว เพราะไม่ว่าจะเกิดการรัฐประหารทีไร มักจะมีชื่อของ “มีชัย ฤชุพันธุ์” ปรมาจารย์ด้านกฎหมาย ไปร่วมวงด้วยทุกครั้ง โดยเฉพาะกับการรัฐประหารสองครั้งล่าสุดที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2549 และ 2557
มีชัย บอกความในใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า “ผมก็รำคาญเต็มที (หัวเราะ) มันก็เหมือนกับคุณที่เป็นสื่อมวลชนแหละ เวลาจะไปสัมภาษณ์เรื่องสำคัญๆ ทำไมต้องเป็นคุณที่ต้องไปทำ ที่ผ่านมาผมก็เลี่ยงมาตลอดนะ คุณก็เห็นว่าปฏิวัติครั้งนี้ผมก็เลี่ยงและไม่ได้เข้าไปยุ่งเลย”
“ผมหนีไปอยู่เมืองนอก จนเขาปฏิวัติเสร็จ คำสั่งอะไรที่ออกมาผมก็ไม่เคยไปยุ่งกับเขาเลย ตอนที่เขาส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไปทำที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกานั่นแหละที่ผมไปช่วยเขาทำหน่อย เพราะว่าเราจะปฏิเสธก็ไม่ได้”
พอถามย้ำไปว่า ทำไมถึงปฏิเสธที่จะไม่ขอทำงานไม่ได้? อาจารย์มีชัยให้คำตอบกลับมาว่า “ก็มันหน้าที่ของกฤษฎีกาที่ต้องทำ แล้วคุณมีเหตุอะไรที่จะปฏิเสธไม่เขียน คุณก็มีความรู้อยู่ถ้าเป็นคุณคุณจะปฏิเสธหรือไม่ อย่างน้อยผมก็สั่งใส่อะไรต่ออะไรในแนวความคิดของผมลงไปได้บ้าง เช่น เรื่องทุจริต ผมก็ใส่ลงไป”
ในห้วงความทรงจำทางประวัติศาสตร์ของอาจารย์มีชัย ในฐานะผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญ ยอมรับว่าตัวเองจำไม่ได้ว่าถูกทหารเชิญไปทำงานมาแล้วกี่ครั้ง และเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยอยากจะจดจำเท่าไหร่นัก
“จำไม่ได้แล้ว มันขี้เกียจจำ แต่เอาอย่างนี้ ทุกครั้งที่ไปทำงานผมไม่รู้จักใครเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งที่เข้าไปแล้วไม่รู้ว่าหัวคณะปฏิวัติคือคนไหน คือ เขาเอาทหารตามผมไป ผมก็ไปกับเขา พอเขาเดินลงมาสองคน บิ๊กบัง กับ บิ๊กตุ่น ผมก็ไม่รู้ว่าใครคือบิ๊กบัง ใครคือบิ๊กตุ่น ผมไม่ค่อยมีความคุ้นเคยกับทหารเท่าไหรหรอก พอเสร็จภารกิจผมก็จะออกมา ผมก็จะจำชื่อใครไม่ค่อยได้ แต่ถ้าเคยรู้จักกัน พอกลับมาเห็นหน้าก็พอจำได้”
“ผมไม่ค่อยคุ้นเคยกับใคร ผมเข้าไปผมก็หัวเดียวกระเทียมลีบ เสร็จแล้วผมก็กลับมา เบี้ยประชุมสักบาทก็ไม่ได้ ไม่ใช่เรื่องสนุกหรอกนะที่คุณถูกคนให้เอาไปทำโน่นทำนี่ แต่ด้วยอาชีพในการทำงานร่างกฎหมายมันเลยถูกบังคับไปว่าถึงเวลาเขาจำเป็นต้องใช้ เขาไม่นึกถึงใคร เขาก็มานึกถึงผม ผมพยายามโบ้ยมาตลอด ผมไม่ได้แฮปปี้เลยและมันไม่ใช่ของสนุกเลย พอดีพอร้ายถ้าเกิดผิดพลาดอะไรขึ้นมาจะพลอยติดคุกไปกับเขาด้วย ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้อีโหน่อีเหน่อะไรไปกับเขาเลย”
คิดหนักหรือไม่เวลาถูกเชิญมาทำงานร่วมกับคณะปฏิวัติ? อาจารย์มีชัย ตอบแบบอารมณ์ดีว่า “คราวนี้จะคิดมาก เพราะรู้สึกว่าความเห็นแก่ตัวจะเริ่มเกิดมากขึ้น เพราะมันก็สบายดีอยู่แล้ว ผมก็ไปเที่ยวไปโน่นไปนี่เรื่อยไป งานการก็พอมีทำอยู่บ้าง ประชุมเช้า กลางวัน เย็น สตางค์ก็ได้เยอะ (หัวเราะ) ผมก็สบายของผมดีอยู่แล้วไม่ต้องมายุ่งกับราชการ”
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ในช่วงของการร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกได้ปรากฏรายงานว่าอาจารย์มีชัยจะเข้ามาทำหน้าที่ประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตัดสินใจเลือก “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” มารับงานใหญ่แทน ซึ่งในวันนี้อาจารย์มีชัยยอมรับว่าได้ถูกทาบทามให้เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯ ในขณะนั้นจริง
“เขาก็ชวน อาจารย์บวรศักดิ์ก็พยายามเคี่ยวเข็ญให้ผมมาเป็นประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และอาจารย์บวรศักดิ์จะเป็นรองประธาน ผมก็บอกว่ายังไงก็ไม่เอา ไปเถอะ ไปทำกันเองเถอะ มีอะไรให้ผมช่วย ผมก็ช่วยให้ ขออยู่ข้างหลัง พอเอาเข้าจริงๆ ตอนนั้นก็ไม่ควรลงช่วยเขาเท่าไหรหรอก เดี๋ยวเขาจะกังวลใจกันเปล่าๆ”
ที่ไม่รับตอนแรก เป็นเพราะอาจารย์มองสถานการณ์ล่วงหน้าเอาไว้แล้วว่าต้องเกิดปัญหาแบบนี้? อาจารย์มีชัย ตอบทันทีว่า “ไม่ได้มองสถานการณ์อะไรเลย เพราะผมไม่อยากทำ ผมก็เหนื่อย จริงๆ ชีวิตผมก็สบายขึ้นแล้วนะ ผมอยากไปไหนมาไหนผมก็ไป และคนก็เริ่มไม่ค่อยรู้จักผมเท่าไหร่แล้ว ใช้เวลา 7-8 ปี ที่จะทำให้การไปเดินตลาดของผมไม่ถูกใครทัก ผมก็สบาย ผมอยากยืนกินขนมครกอยู่ตรงไหน ผมก็ทำได้ตามสบาย แต่นี่ผมกำลังเริ่มใช้ชีวิตลำบากอีกแล้ว
“เพราะสื่อเอาชื่อผมไปออกทุกวัน คนเขาจะลืมผมอยู่แล้ว เมื่อวันก่อนมีคนวิ่งเข้ามาถามว่า ใช่อาจารย์มีชัยใช่ไหม ขอถ่ายรูปด้วยหน่อย ผมก็คิดว่าเอาละเว้ยหายนะมาแล้ว” อาจารย์มีชัย กล่าวแบบติดตลก
สำหรับการเข้ามาทำงานใหญ่ในฐานะประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ อาจารย์มีชัย ยอมรับว่า “ไม่ได้มีความตั้งใจ และไม่ได้มีความอยากหรือความต้องการอะไร ถ้าเลี่ยงได้ผมก็เลี่ยง ดังนั้นตอนที่มีคนมาคุยกับผม ผมก็บอกว่าขอคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน ผมถึงไม่พูดไม่จาอะไรเลยคุณก็เห็น สื่อมวลชนลงข่าวอะไรกันก็สุดแต่ใครจะนึกอะไรได้ก็ลงกันไป ผมก็ไม่พูดเลยสักคำ”
จากนั้นหัวเรือในการเขียนรัฐธรรมนูญได้ฝากข้อความถึงฝ่ายคัดค้านการร่างรัฐธรรมนูญว่า “ประเทศชาติเป็นของทุกคน ตอนนี้เรากำลังจะเริ่มวางกติกาของประเทศชาติ จะไปมัวกังวลเรื่องอะไรอื่นทำไม ควรมากังวลว่าแล้วเราจะวางกติกาอย่างไร ถ้าคิดว่ามีแนวความคิดดีๆ ก็บอกมา เราจะได้เอามาพิจารณากัน มันจึงจะเกิดประโยชน์ต่อประเทศชาติ”
“ไม่ใช่หน้าที่ของผมเพียงคนเดียว ผมก็เพียงเป็นพ่อครัวที่เอามาปรุงให้ผมเปิดรับฟังความคิดเห็นมาตลอด ใครคิดได้วันไหนก็บอกมา และเปิดรับทุกทาง ใครมาเจอหน้าผมแล้วมาบอกกับผม ผมก็จะจดเอาไว้ เพียงแต่ว่าที่เสนอมานั้นอย่ามาคาดคั้นว่าคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญต้องทำตามนั้น เพราะจะมีคนอื่นที่บอกอีกอย่างเหมือนกัน ต้องหัดทำใจให้กว้างๆ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วย” ประธาน กรธ. กล่าวสรุป







