
ทินพันธุ์-ปานเทพ ชิงเก้าอี้ประธาน สปท.
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ศึกชิงเก้าอี้ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) มีความเข้มข้นตามลำดับ ล่าสุด เหลือแคนดิเดตเพียง 2 คน คือ “ร.อ.ทินพันธุ์ นาคะตะ” วัย 81 ปี อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ “ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ” วัย 70 ปี ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
ทั้งนี้ เมื่อเช็กเสียงหนุนเสียงต้านรอบด้านแล้ว “ร.อ.ทินพันธุ์” กลายเป็นเต็งจ๋าที่จะนั่งเป็นประธาน สปท.เพราะแว่วว่า คสช.ส่งเข้าประกวด
อย่างไรก็ตาม “ร.อ.ทินพันธุ์” บอกว่าเรื่องตำแหน่งดังกล่าวยังไม่มีความแน่นอน ขึ้นอยู่กับสมาชิก แต่ถ้าสนับสนุนและให้เกียรติก็คงต้องทำหน้าที่ดังกล่าว และไม่ขอให้ข่าวและสัมภาษณ์ เนื่องจากเป็นคนเก็บตัวไม่ชอบเป็นข่าว
แม้ “ร.อ.ทินพันธุ์” จะมีจุดอ่อนตรงที่มีอายุ 81 ปี แต่ “วิษณุ เครืองาม” รองนายกรัฐมนตรี ยังชื่นชมในความฟิตเรื่องการทำงาน
“ช่วงที่ผมเป็นประธานสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ที่มีหน้าที่พิจารณาผลงานว่าใครจะเป็นศาสตราจารย์ในทุกสาขา ซึ่ง ร.อ. ทินพันธุ์ และเทียนฉาย กีระนันทน์ อดีตประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เป็นหนึ่งในกรรมการชุดนี้ ทำงานอย่างนี้กันมา 3 ปี ท่านแข็งแรงมาก เห็นท่านขับรถมาเองทุกครั้งที่มีประชุม แต่ไม่กล้าบอกว่าเหมาะสมหรือไม่ สุขภาพยังไหวไหม เพราะ 81 ปีแล้ว ไม่รู้ งาน สปท.ก็หนักอยู่ แต่ผมนั่งประชุม สกอ.เดือนละ 2 ครั้ง ซึ่งท่านมาทุกครั้ง วันไหนผมไม่ได้ไปประชุมท่านก็ทำหน้าที่ประธานให้ ทำอย่างนี้มา 2-3 ปี” วิษณุ การันตี
อย่างไรก็ตาม “อดุลย์ เขียวบริบูรณ์” ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา ปี 2535 กลับมองว่า วัยวุฒิและแนวคิดของ ร.อ. ทินพันธุ์ ไม่เหมาะสม แม้ว่าจะมีประสบการณ์มากก็ตาม เพราะการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศค่อนข้างซับซ้อน เมื่อเทียบกับ “เทียนฉาย” แล้ว ค่อนข้างแตกต่างกัน
“อายุมากแล้วไม่ควรที่อยากได้ใคร่มีตำแหน่ง และ ร.อ.ทินพันธุ์ เป็นเพียงหนึ่งในตัวละครของยุค รสช.เท่านั้น ซึ่งถนัดเรื่องการยึดอำนาจรัฐประหารโดยตรง ไม่รู้ว่า คสช.จะไปขุดนำมาให้เป็นมลทินทำไม” ประธานญาติวีรชนฯ ระบุ
สำหรับประวัติ ร.อ.ทินพันธุ์ เริ่มเข้ารับราชการเป็นครูโรงเรียนทหารปืนใหญ่ (ยศร้อยตรี) ต่อมาโอนย้ายมาเป็นอาจารย์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ในปีที่มีการจัดตั้งสถาบัน (พ.ศ. 2509) และได้รับแต่งตั้งเป็นคณบดีคณะรัฐประศาสนศาสตร์ 2 สมัย
งานด้านการเมืองเคยเป็นสมาชิกสมัชชาแห่งชาติ ในปี 2516 และมีส่วนร่วมในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2516, 2518 และ 2534 เป็นสมาชิกวุฒิสภาในปี 2531-2534 และในปี 2535-2539 และเป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติปี 2534 และเป็น รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในรัฐบาล พล.อ.สุจินดา และพ้นจากตำแหน่งหลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
ด้าน “ปานเทพ” ประกาศขณะไปรายงานตัวเป็นสมาชิก สปท. ว่า มีความพร้อมที่จะเป็นประธาน โดยจะทำหน้าที่ให้ดีที่สุด
“การทำงานของ สปท.คงเน้นหนักเรื่องการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งรับช่วงต่อจาก สปช.ที่มี 11 ด้าน แต่จะทำทุกเรื่องคงเป็นไปไม่ได้ เพราะ สปท.มีเวลาไม่มาก ต้องทำเรื่องที่สำคัญและจำเป็นเร่งด่วนที่สุด โดยเฉพาะเรื่องการแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งเป็นรากฐานของปัญหาทั้งหมด ทั้งนี้การทำงานต้องประสานกับทุกฝ่าย รวมทั้งต้องประสานกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลรับพิมพ์เขียวการปฏิรูปประเทศจาก สปช.ไปแล้ว ส่วนเรื่องการปรองดองเป็นเรื่องที่อยู่ในการปฏิรูปทั้ง 11 ด้านอยู่แล้ว รวมถึงการนิรโทษกรรม ซึ่งจะต้องมีการหารือร่วมกันเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีก” ปานเทพ โชว์วิสัยทัศน์
ขณะที่เสียงสนับสนุน “ปานเทพ” นั้นส่วนใหญ่เป็นสายพลเรือน และวิทยา แก้วภราดัย แกนนำ กปปส. ที่เห็นแววในเรื่องของความรู้ความสามารถ รวมถึงความประนีประนอมกับหลายฝ่าย
ประวัติ “ปานเทพ” เริ่มต้นทำงานที่สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) จากนั้นได้ย้ายมาเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราช ดำริ (กปร.) ก่อนขึ้นเป็นเลขาธิการ กปร. และเป็นกรรมการและรองเหรัญญิกมูลนิธิชัยพัฒนา ก่อนได้รับการแต่งตั้งเป็นประธาน ป.ป.ช. ในปี 2549
ในท้ายที่สุดใครจะได้เป็นประธาน สปท. วันที่ 13 ต.ค.นี้รู้กัน







