posttoday
รัฐปฏิรูปภาษี 'ได้-เสีย'ทุกครัวเรือน

รัฐปฏิรูปภาษี 'ได้-เสีย'ทุกครัวเรือน

10 ตุลาคม 2558

หลังจากรัฐบาลเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจมาให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์

หลังจากรัฐบาลเปลี่ยนทีมเศรษฐกิจมาให้ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแล สิ่งที่ทีมเศรษฐกิจใหม่ทำคือ การปรับเปลี่ยนมาตรการดูแลเศรษฐกิจในด้านต่างๆ และสานต่องานที่ทีมเศรษฐกิจชุด ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล ได้ทำไว้

ประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุดคือการปฏิรูปภาษี เพราะไม่ว่ารัฐบาลจะปรับเปลี่ยนอย่างไร จะมีผลกระทบมากมายต่อประชาชนทั้งประเทศ รวมทั้งภาคธุรกิจ เพราะการปฏิรูปจะมีทั้งการลด เพิ่ม และขยายฐานภาษี

หลังจากทีมเศรษฐกิจชุดใหม่ของรัฐบาลเข้ามาทำงาน นโยบายภาษีที่สำคัญได้หลุดรอดออกมาและสร้างความตื่นเต้นพอสมควร คือ ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่กระทรวงการคลังระบุว่า จะเก็บภาษีในปี 2560 และเก็บภาษีในอัตราขั้นบันได 4 ประเภท 4 อัตรา ตั้งแต่ 0.2-3% ทำให้เจ้าของบ้านและที่ดินเพื่ออยู่อาศัยราคาไม่เกิน 2 ล้านบาท ต้องเสียภาษีปีละ 600 บาท

ทั้งนี้ อัตราภาษีทั้ง 4 ประเภทจะคิดจากราคาประเมิน คือ ภาษีที่ดินเพื่อเกษตรกรรม 0.2% ภาษีที่ดินที่อยู่อาศัยอัตรา 0.3% ภาษีที่ดินเพื่อการพาณิชย์หรืออุตสาหกรรม 1%  และภาษีที่ดินรกร้างว่างเปล่าหรือไม่ได้ทำประโยชน์ โดยช่วง 1-3 ปีแรก เก็บภาษี 1% ช่วง 4-6 ปี เก็บเพิ่มเป็น 2% และปีที่ 7 ขึ้นไป เสียภาษี 3%

กรมสรรพากรยังได้เสนอแนวคิดจะเก็บภาษีส่วนต่างกำไรส่วนต่างราคาหุ้น (Capital Gains Tax) จากนักลงทุนทั่วไปที่ได้รับการยกเว้นมาเกือบ 40 ปีแล้ว

แค่แนวคิดที่รัฐบาลจะเก็บภาษี 2 ประเภทนี้ ก็เกิดคำวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งที่คลังคิดจะดำเนินการเหมาะสมกับสภาพเศรษฐกิจในขณะนี้หรือไม่

อภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง ยืนยันว่า ภาษีที่ดินไม่ใช่เป็นเรื่องเร่งด่วน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ยังศึกษาไม่เสร็จ การปฏิรูปภาษีจะต้องมองทั้งระบบ ไม่ใช่จุดใดจุดหนึ่ง โดยเฉพาะประเด็นที่ว่าเมื่อภาษีออกมาแล้วจะต้องเป็นธรรมกับทุกฝ่าย จึงไม่มีการกำหนดกรอบเวลาที่ชัดเจนว่าต้องเสร็จเมื่อใด

“ส่วนของเดิมที่ทีมเศรษฐกิจชุดเก่าเคยศึกษาไว้แล้วนั้นจะไม่ตัดทิ้ง และจะนำมาเป็นแนวทางในการศึกษาด้วย โดยจะพยายามให้มีความชัดเจนภายในปีนี้ เนื่องจากเป็นที่จับตาของหลายฝ่าย” รมว.คลัง กล่าว

แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า การปฏิรูปภาษีที่ดำเนินการอยู่นั้นจะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน

ส่วนแรก คืออัตราภาษีที่จะต้องพิจารณาเมื่อครบระยะเวลา เช่น การต่ออายุภาษีมูลค่าเพิ่มรวมภาษีท้องถิ่นในอัตรา 7% ซึ่งได้ต่ออายุไปอีก 1 ปีแล้ว การพิจารณาต่ออายุการอนุญาตให้นำเอาการซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) มาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เป็นต้น ที่จะต้องพิจารณาให้เสร็จในปี 2559 นโยบายภาษีเหล่านี้มีระยะเวลากำกับเมื่อถึงเวลาก็จะต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา

ส่วนที่สองคือ อัตราภาษีที่จะต้องดำเนินการตามนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจ ที่จะมีทั้งการลดภาษี การเพิ่มภาษี และการขยายฐานภาษีไปเก็บภาษีกับภาคธุรกิจหรือบุคคลที่ไม่เคยเสียภาษีเลย เป็นต้น ซึ่งจะต้องมองภาพรวมเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์ประกอบด้วย เช่น หากต้องการเพิ่มการลงทุนของต่างชาติ ก็จะต้องไปเน้นภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการลงทุนและการค้า เป็นต้น

ทั้งนี้ การปฏิรูปภาษีจะต้องดำเนินการคู่ไปกับการแก้ไขกฎหมายหลายฉบับที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งออกกฎหมายใหม่เพื่อรองรับด้วย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

แหล่งข่าวระบุว่า นโยบายการใช้ภาษีเพื่อกระตุ้นและดึงดูดทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนในไทย จะเป็นเรื่องที่จะต้องดำเนินการก่อน เพราะส่วนหนึ่งรอง
นายกฯ สมคิด และ รมว.คลัง จะต้องนำไปเสนอต่อนักลงทุนต่างชาติในการออกไปโรดโชว์ที่กำหนดไว้ในเดือน พ.ย.นี้

“ในปีหน้าไทยจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่อย่างน้อย 5 โครงการ ต้องการทุนจากต่างชาติในรูปของร่วมลงทุนแบบพีพีพี เนื่องจากมีงบประมาณจำกัด เพราะมีปัญหาทางด้านรายได้พอสมควรจากการที่เศรษฐกิจชะลอตัว” แหล่งข่าวระบุ

กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท เบเคอร์ แอนด์ แม็คเค็นซี่ กล่าวว่า การปฏิรูปภาษีจะต้องทำให้ภาษีลดลงที่จะสามารถแข่งขันกับต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มฐานภาษีให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีคนเสียภาษี 10.5 ล้านคน จากจำนวนประชากรที่มีรายได้ 35 ล้านคน และต้องสร้างแรงจูงใจและจิตสำนึกให้คนเข้ามาเสียภาษีมากขึ้น

ในมุมมองของ ทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง เห็นว่า การปฏิรูปภาษีเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การตีความเรื่องโครงสร้างภาษีแต่ละประเทศไม่เหมือนกัน หลักการจัดทำระบบภาษีจะต้องลดความยากจน มีการกระจายรายได้และเพิ่มอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ

สำหรับแนวความคิดที่รัฐบาลจะจัดเก็บภาษีส่วนต่างกำไรส่วนต่างราคาหุ้นนั้น ทนง กล่าวว่า การจัดเก็บภาษีซื้อขายหุ้นเป็นการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน ทั้งที่ทุกคนมีรายได้และเสียภาษีไปแล้ว และนำเงินไปซื้อหุ้นในตลาดหุ้น ไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาใหม่ แค่มีการซื้อขายกันและเปลี่ยนมือการถือหุ้นเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ควรที่จะมีภาษีหุ้นไว้ โดยคิดอัตรา 0% ไว้ก่อน เพื่อที่จะเก็บบันทึกเป็นข้อมูล ไว้เท่านั้น และเมื่อภาวะเศรษฐกิจดีหรือเหมาะสมก็สามารถที่จะกำหนดอัตราภาษีได้

ส่วนภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้น ควรปรับอัตราภาษีให้สอดคล้องกับความเจริญในแต่ละพื้นที่ เช่น ถ้าต้องการสนับสนุนในพื้นที่ใดเป็นที่อยู่อาศัย ก็ควรคิดอัตราภาษีต่ำ เพื่อสร้างแรงจูงใจ ไม่ใช่คิดอัตราเดียวกันหมด

สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวว่า รัฐบาลควรสร้างกระบวนการเก็บข้อมูลและติดตามผลใช้นโยบายการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการลดภาษีต่างๆ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปเห็นว่าการลดภาษีต่างๆ กระตุ้นเศรษฐกิจได้ผลตามที่รัฐบาลคาดหวังไว้หรือไม่ เพื่อให้ใช้นโยบายการคลังมีประสิทธิภาพสามารถปรับเปลี่ยนมาตรการใหม่ได้ทันการณ์

หลังจากนี้รัฐบาลจะมีมาตรการที่จะลดภาษีอีกมาก โดยเฉพาะการให้สิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมการลงทุนในรูปแบบคลัสเตอร์ ที่มีแนวโน้มว่าจะให้มากกว่าการส่งเสริมการลงทุนผ่านบีโอไอ หากไม่มีการประเมินหรือติดตามว่าให้สิทธิประโยชน์ไปแล้วจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้มากน้อยแค่ไหน จะทำให้มาตรการนี้สร้างภาระการคลังไปอีกนาน

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ