
โลกแย่พ่นพิษบอนด์มะกัน เก็งออกคิวอี-หั่นดอกเบี้ย?
ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือน ส.ค. ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) สร้างปรากฏการณ์ช็อกตลาด ด้วยการอ่อนค่าเงินราว 3% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง
ก่อนหน้านี้ช่วงกลางเดือน ส.ค. ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) สร้างปรากฏการณ์ช็อกตลาด ด้วยการอ่อนค่าเงินราว 3% เมื่อเทียบกับเหรียญสหรัฐ ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างรุนแรง
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่อยู่ในช่วงค่าเงินขาลง ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ทั้งรัสเซีย บราซิล และไต้หวันเอง ก็ประสบกับภาวะดังกล่าวเช่นเดียวกัน โดยเป็นผลมาจากการที่เศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ชะลอตัวลงอย่างมาก ถึงแม้ค่าเงินอ่อนจะช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดการค้า แต่กลับไม่ได้ผลนักในสภาวะที่แรงซื้อของโลกชะงักลง
การที่ค่าเงินอ่อนตัวลงนี่เอง ทำให้แต่ละประเทศต้องขายทุนสำรองออกไปเพื่ออุ้มค่าเงินของตัวเอง และ “พันธบัตรสหรัฐ” ก็ถือเป็นทุนสำรองที่บรรดาธนาคารกลางประเทศต่างๆ ขายออกไปมากอย่างเห็นได้ชัด
ทอร์สเตน สล็อก หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศของธนาคารดอยช์แบงก์ ซีเคียวริตี เปิดเผยอ้างข้อมูลกระทรวงการคลังของสหรัฐ ว่า ในช่วง 12 เดือนนับจนถึงเดือน ก.ค.ที่ผ่านมา มีการเทขายพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐไปแล้วมากถึง 1.23 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 4.4 ล้านล้านบาท) มากที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บข้อมูลเมื่อปี 1978
ก่อนหน้านี้ เงินทุนสำรองของประเทศเกิดใหม่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีสาเหตุมาจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นสินค้าส่งออกของหลายประเทศปรับตัวขึ้น จึงเลือกเข้าซื้อพันธบัตรของสหรัฐ ซึ่งมีสภาพคล่องสูงที่สุด ไปเป็นสินทรัพย์สำรอง ส่งผลให้การเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาลมีมูลค่ามากถึง 2.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อปี 2013
อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ลง ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำ ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นจากการเก็งการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งผลให้เงินทุนไหลออกจากประเทศตลาดเกิดใหม่อย่างมหาศาล และส่งผลต่อเนื่องให้ค่าเงินอ่อนลงตามไปด้วย จนต้องขายสินทรัพย์สำรองเพื่ออุ้มค่าเงิน
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า ในขณะที่อินเดียประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เศรษฐกิจกำลังไปได้สวย มีการซื้อพันธบัตรสหรัฐไปเป็นสินทรัพย์สำรองมากขึ้น แต่จีนที่อ่อนค่าเงินของตัวเองลงไปเมื่อเดือน ส.ค. จำเป็นต้องซื้อเงินหยวนและขายสกุลเหรียญสหรัฐเพื่อพยุงค่าเงินให้อ่อนค่าอยู่ที่ราว 6.4 หยวน/เหรียญสหรัฐ โดยจีนขายทรัพย์สินไปมากถึง 1.2-1.3 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพยุงค่าเงินดังกล่าวเพียงแค่เดือน ส.ค.เพียงเดือนเดียว
แม้การขายพันธบัตรสหรัฐของจีนจะเริ่มต้นมา 2-3 ปีแล้ว จากความพยายามในการกระจายสินทรัพย์ออกไปยังรูปแบบอื่น เช่น ทองคำ แต่ปริมาณเงินทุนสำรองของจีนก็ลดลงมาก โดยตกลงไป 4.33 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เป็น 3.51 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในเดือน ก.ย. ซึ่งจีนถือพันธบัตรสหรัฐอยู่ทั้งหมด 1.241 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ในเดือน ก.ค. ลดลงจากเดือน พ.ย. 2013 อยู่ที่ 1.317 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่เทขายพันธบัตรเหรียญสหรัฐ แต่ประเทศอื่นๆ อย่างรัสเซียเองก็มีการเทขายพันธบัตรเหรียญสหรัฐด้วยเช่นเดียวกัน โดยพันธบัตรสหรัฐที่รัสเซียถือครองอยู่ลดลงราว 3.28 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ นับตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ค. หรือกระทั่งในไต้หวันเอง การถือครองพันธบัตรสหรัฐ ก็ลดลง 6,800 ล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับนอร์เวย์ที่ขายพันธบัตรดังกล่าวทิ้งไปราว 1.83 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
ผลของการเทขายดังกล่าว ทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐระยะเวลา 10 ปี ยังอยู่ได้มากกว่า 2% แม้เฟดจะแสดงท่าทีชัดเจนจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยผลตอบแทนของพันธบัตรดังกล่าวอยู่ที่ราว 1.6% เท่านั้น เมื่อตอนที่เฟดประกาศจะยุติมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) เมื่อปี 2013
อย่างไรก็ตาม อัตราผลตอบแทนดังกล่าวยังน้อยเมื่อเทียบกับช่วงปลายปี 2014 อยู่ที่ 2.173% และปลายปี 2013 อยู่ที่ 3.03% โดยนักวิเคราะห์บางส่วนเชื่อว่า อัตราผลตอบแทนต่ำกว่าช่วงปีก่อนๆ ดังกล่าว สะท้อนสภาพเศรษฐกิจสหรัฐที่ไม่ดีนัก
“ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐจะไม่ขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จนกว่าพวกเราจะมีเศรษฐกิจที่แข็งแรงและอัตราเงินเฟ้อที่มากกว่านี้” ไมเคิล เพททิส ศาสตราจารย์ด้านการเงินมหาวิทยาลัยปักกิ่ง ในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน กล่าว
นอกจากนี้ ความไม่มั่นใจต่อสภาพเศรษฐกิจยังทำให้นักลงทุนเริ่มเพิ่มโอกาสที่เฟดจะออกคิวอี หรือแม้กระทั่งปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงต่ำกว่า 0% มาเป็นไพ่ใบหนึ่งในมือแล้วด้วย
จอร์จ กอนคัลวาส หัวหน้ากลยุทธ์อัตราดอกเบี้ย โนมูระ โฮลดิ้งส์ สาขานิวยอร์ก เปิดเผยว่า ลูกค้าหลายรายเริ่มถามถึงโอกาสที่เฟดจะออกคิวอีเพิ่ม จากมุมมองต่อตลาดที่ไม่ดีนัก
“พวกเรามุ่งหน้าจากเหตุการณ์ที่ผู้คนเก็งว่าเฟดจะขึ้นดอกเบี้ยเท่าไร ในปี 2015 เป็นพวกเราจะขึ้นดอกเบี้ยหรือไม่ ในปี 2015 เป็นพวกเราจะได้ขึ้นดอกเบี้ยหรือเปล่า ไปเป็นพวกเราจะออกคิวอี” กอนคัลวาส กล่าว
สอดคล้องกับมอร์แกน สแตนเลย์ สถาบันบริการทางการเงิน ระบุว่า ลูกค้าหลายคนเริ่มถามถึงโอกาสที่เฟดจะออกคิวอีเพิ่ม หรือจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยไปต่ำกว่า 0% หรือไม่ ภายหลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ แม้ยังไม่มีเจ้าหน้าที่เฟดคนใดออกมาส่งสัญญาณการออกคิวอีดังกล่าว
“หลังจากที่ตัวเลขการจ้างงานออกมา โทรศัพท์ก็เริ่มดัง ลูกค้าถามว่า อะไรจะมีแนวโน้มมากกว่าระหว่างคิวอี 4 กับหั่นดอกเบี้ยมากกว่า 0%” แมทธิว ฮอร์นบาค หัวหน้ากลยุทธ์ฝ่ายอัตราดอกเบี้ยของมอร์แกน สแตนเลย์ กล่าว พร้อมทั้งระบุว่าส่วนใหญ่ถามถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยมากกว่าคิวอี อย่างไรก็ตามนโยบายทั้งสองก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นได้
จากเศรษฐกิจโลกย่ำแย่ นำไปสู่การเทขาย “พันธบัตรสหรัฐ” แสดงให้เห็นถึงสัญญาณลบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ ที่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกเสียแล้ว







