
เมืองลุง เมืองบายใจ มีวินัยบนความพอเพียง
โดย...วีรวิท คงศักดิ์
โดย...วีรวิท คงศักดิ์
พัทลุงเป็น 1 ใน 4 จังหวัดต้นแบบด้านคุณธรรมที่ร่วมมือกับศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เพื่อแสวงหาองค์ความรู้ในการส่งเสริมคุณธรรมเชิงพื้นที่เมื่อปี 2557
ในระยะเริ่มต้น เสรี ศรีหะไตร ผู้ว่าราชการจังหวัดในขณะนั้น ได้นำวิสัยทัศน์ของ จ.พัทลุง ที่ว่า “เกษตรยั่งยืน ท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์โดดเด่น คนมีคุณภาพชีวิตที่ดี” มาเป็นจุดเริ่มต้นกระบวนการเสริมสร้าง “คุณธรรม” เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยนำหลักวิชาการด้านการวางแผนมาประยุกต์ใช้แก้ปัญหาระดับฐานราก
แนวคิดนี้นำมาสู่คู่มือ PCM–Model “พัทลุงโมเดล” หรือ Patthalung Case Management Model : ตัวแบบระบบการบริหารจัดการรายกรณี โดยใช้ชื่อว่า “หัวใจการวางแผน (ฉบับขวัญใจชาวบ้าน)”
ต่อมาในเดือน มิ.ย. 2557 วินัย บัวประดิษฐ์ มารับหน้าที่ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุงแทนและได้สานต่อแนวคิดการดำเนินงานด้านคุณธรรมผ่านเครือข่ายวัฒนธรรมจังหวัด ด้วยการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อปรับยุทธศาสตร์จังหวัดทำให้เกิดคำว่า “เมืองลุง บายใจ”
แนวคิดนี้เกิดจากความเห็นร่วมกันว่า ถ้าคนมีความ “สบายใจ” แล้วจะมีคุณภาพชีวิตที่ดี ต้องยอมรับว่า ความสบายใจในการกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งของมนุษย์นั้น ต้องเกิดจาก “ความเชื่อ” และ “ความชอบ” ทำให้อยากจะทำในสิ่งนั้น ซึ่งสามารถทำให้เกิดในสังคมได้จาก “กระบวนการมีส่วนร่วม” เพื่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกันจนตกผลึกเป็น “ค่านิยมร่วมกัน” (Shared Value)
ดังนั้น ประเด็นสำคัญในการเปิดเวทีแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ของชุมชนใน จ.พัทลุง คือ “จะทำอย่างไร...ให้คนบายใจ” โดยมีกรอบความคิดเบื้องต้นว่า “คนทุกคนทำแล้ว ต้องไม่เกิดปัญหา มีความสุข และต้องมีคุณธรรม”
โจทย์นี้ได้รับการขานรับจาก 31 ตำบล และ 1 สถานีตำรวจที่พร้อมจะสร้าง “เมืองลุงบายใจ” ด้วยกระบวนการแสวงหาปัญหาร่วมกันที่ทุกคนในเมืองพัทลุงพร้อมที่จะร่วมกันแก้ไข โดยยึดหลักพื้นฐานของการพัฒนา คือ “ปัญหาที่ต้องแก้” และ “ความดีที่อยากทำ”
หลังจากระดมความคิดของทุกภาคส่วน พบว่าสังคมพัทลุงขาดความสุขและมีคุณภาพชีวิตไม่ดี เกิดจากคนพัทลุง “ขาดวินัย” ในการอยู่ร่วมกัน
ด้วยเหตุนี้จึงนำมาซึ่งการรณรงค์สร้าง “วินัย” ของคน ซึ่งสิ่งที่ใกล้ตัวและสามารถกระทำได้ทันที คือ วินัยการจราจร วินัยในการทิ้งขยะ และวินัยในการแต่งกายเชิงอนุรักษ์ประเพณีของคนพัทลุง
แนวทางการแก้ปัญหาวินัยการจราจรเห็นร่วมกันว่า “ต้องการให้พี่น้องประชาชนได้รู้วินัยในเรื่องจราจร เพื่อมิให้เกิดอันตราย” โดยให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นแกนนำในการให้ความรู้และสร้างจิตสำนึกให้ประชาชนเคารพกฎจราจรและรณรงค์ให้ชนชั้นนำของสังคมเป็น “แบบอย่าง”
ในด้านปัญหาขยะนั้น อปท.ได้ดำเนินการมาก่อนแล้วยังไม่สามารถแก้ไขได้ จึงต้องยกระดับเป็นนโยบายของจังหวัดและให้ทุกตำบลร่วมกันคิดภายในตำบลว่า ปัญหาขยะเกิดจากอะไรและจะทำอย่างไรให้เกิดการลดขยะ และสร้างวินัยให้แก่นักเรียนร่วมใจกันเก็บขยะเพื่อสร้างจิตสำนึกให้กับผู้ใหญ่
ส่วนการแต่งกายตามประเพณีได้รณรงค์ให้นำผ้าฝ้ายพัทลุงมาใช้ในการแต่งกายตามอัตภาพ ซึ่งเป็นการสร้างอาชีพให้กับประชาชนและอนุรักษ์ประเพณีการแต่งกายของจังหวัดในเวลาเดียวกัน
สำหรับแนวทางการสร้างสังคมคุณธรรมใน จ.พัทลุงนั้น ทุกฝ่ายเห็นพ้องต้องกันว่าควรน้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้คนไทยยึดถือเป็นหลักในการดำเนินชีวิตมาเป็นหลักในการดำเนินกิจกรรมและให้ซึมซับในจิตใจจนเป็น “วิถีชีวิต” จึงเป็นที่มาของคำว่า “บนความพอเพียง”
เรื่อง “ความพอเพียง” นี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2540 ว่า “...พอเพียงนี้มีความหมายกว้างขวางยิ่งกว่านี้อีก คือ คำว่าพอ ก็พอเพียงนี้ ก็พอแค่นั้นเอง คนเราถ้าพอใจในความต้องการมันก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อยก็เบียดเบียนผู้อื่นน้อย
ถ้าประเทศใดมีความคิดอันนี้ มีความคิดว่าทำอะไรต้องพอเพียง หมายความว่า พอประมาณ ซื่อตรง ไม่โลภอย่างมาก คนเราก็อยู่เป็นสุข พอเพียงนี้ อาจจะมี มีมาก อาจจะมีของหรูหราก็ได้ แต่ว่าต้องไม่ไปเบียดเบียนคนอื่น ต้องให้พอประมาณ พูดจาก็พอเพียง ทำอะไรก็พอเพียง ปฏิบัติงานก็พอเพียง...
“...ฉะนั้น ความพอเพียงนี้ก็แปลว่า ความพอประมาณและความมีเหตุผล...”
นั่นคือบทสรุปของการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาสู่การปฏิบัติจนเป็น “วิถีชีวิต” คือ “พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน” โดยปัจจัยแห่งความสำเร็จ คือ “ความรู้ควบคู่คุณธรรม” ด้วยการอดทน อดกลั้น อดออม เพื่อดำรงความซื่อสัตย์สุจริตไว้ให้ได้
ดังนั้น เมื่อยึดมั่นและนำหลักความ “พอเพียง” ไปสู่การปฏิบัติได้จนเป็นวิถีชีวิตแล้ว ก็จะสามารถลดความโลภ ลดการเบียดเบียนผู้อื่น ลดการเอาเปรียบผู้อื่น และสามารถบริหารจัดการชีวิตได้สำเร็จตามเป้าหมายที่เหมาะสมกับตนเอง อันเป็นการสร้างความสงบสุขให้สังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน
ในด้านการจัดทำกิจกรรมมีแนวคิดว่า ควรคิดมาตรการที่ไม่ต้องใช้งบประมาณก่อน เพื่อให้สามารถดำเนินการได้ทันที โดยถือว่าเป็นการสร้างคุณธรรมความดีร่วมกัน ซึ่งสรุปเป็นหลักปฏิบัติ 3 ประการ คือ
1) ต้องใช้วิธีการประชาสัมพันธ์ให้คนทั่วไปได้รับทราบเรื่องปัญหาในชุมชน
2) ท้องถิ่นต้องมาประชุมร่วมกัน ผู้บริหารจากทุกหน่วยงานต้องเข้าร่วมประชุม
3) สร้างทีมงานตำบล จัดตั้งคณะทำงานหมู่บ้าน มีชมรมผู้สูงอายุ โรงเรียน และวัดเข้ามาร่วม
สำหรับการดำเนินงานมีเครือข่ายจากท้องถิ่น วัฒนธรรมจังหวัด พระภิกษุ ครู และหลายภาคส่วนได้เข้ามาเป็นคณะกรรมการขับเคลื่อนสู่จังหวัดคุณธรรม ในระดับตำบล ระดับหมู่บ้าน และได้มีการจัดงานสมัชชาคุณธรรม โดยมีพิธีมอบธงคุณธรรมให้กับ 31 ตำบล 1 โรงพัก เมื่อวันพุธที่ 2 ก.ย. 2558
งานสมัชชาคุณธรรมวันนั้น จัดที่วัดลานแซะ อ.ควนขนุน จ.พัทลุง มีการแสดงความก้าวหน้าของการขับเคลื่อนคุณธรรมของตำบลต่างๆ ตามแนวคิดของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการร่วมกันสร้างคุณธรรมความดีให้กับชุมชนและสังคมต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดย องคมนตรี พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ได้กรุณามาแสดงปาฐกถาในหัวข้อ “สังคมคุณธรรม พลังการเปลี่ยนแปลงสังคมไทย”
องค์กรที่น่าสนใจ คือ สถานีตำรวจภูธรตำบลนาขยาด ซึ่งมีความมุ่งมั่นพัฒนาหน่วยงานของตนให้เป็น “โรงพักคุณธรรม” โดยดำเนินการตามแนวทางของจังหวัด ด้วยการร่วมกันสำรวจปัญหาที่ต้องแก้และความดีที่อยากทำ จนเกิด “ธรรมนูญ 6 ดี” ที่ตำรวจทุกคนในสถานีตำรวจมุ่งมั่นที่จะทำให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม
ดีที่ 1 เป็นตำรวจที่ดี ทำงานอย่างมืออาชีพ “คิดดี พูดดี ทำดี”
ดีที่ 2 ความรู้ดี ขวนขวายหาความรู้เพื่อพัฒนางานและตนเอง
ดีที่ 3 ครอบครัวดี ยึดมั่นในการปฏิบัติตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ดีที่ 4 สุขภาพดี เล่นกีฬา ออกกำลัง ลด ละ เลิกอบายมุข
ดีที่ 5 สิ่งแวดล้อมดี โรงพักสะอาด ถูกสุขอนามัย ทำกิจกรรม 5 ส.
ดีที่ 6 บริการประชาชนดี เสมือนญาติของตนเอง
จากธรรมนูญ 6 ดีที่ตำรวจในสถานีตำรวจภูธรตำบลนาขยาดมีความมุ่งมั่นยึดถือเป็นหลักปฏิบัตินี้ ได้ถูกนำไปจัดทำเป็นแผนปฏิบัติการประจำปีตามระเบียบของทางราชการ โดยมีการประเมินผลตามระยะเวลา จึงมีความเชื่อมั่นว่าโรงพักคุณธรรมแห่งแรกจะเกิดขึ้นในเวลาอันใกล้นี้
ดร.วินัย บัวประดิษฐ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดพัทลุง ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัยแห่งความสำเร็จของการขับเคลื่อนไปสู่จังหวัดคุณธรรมในรายการ “สร้างชาติโปร่งใส สร้างไทยซื่อตรง” ทางสถานี TNN.2 ว่า
“ความสำเร็จของการสร้างสังคมคุณธรรมเกิดจากการที่เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการออกความเห็น เพื่อร่วมกันดึงความดีที่อยู่ในตัวคนและสังคมมาเป็นจุดร่วมในการรณรงค์ให้เกิดขึ้น”
ความเห็นนี้นับได้ว่าเป็นหลักการสำคัญของการสร้างสังคมคุณธรรรมความดี เช่นเดียวกับประเทศตะวันตกที่พยายามนำค่านิยม “Integrity” ซึ่งมาจากคำในภาษาละตินว่า “Integer” หรือความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มารณรงค์ให้เกิดคุณงามความดีที่นำไปสู่ธรรมาภิบาลในองค์กร
ทั้งนี้ เพราะถ้าทุกคนในสังคมพยายามรักษาความเป็น “มนุษย์” ที่มีจิตใจและมีเหตุมีผล ทำให้ไม่คิดที่จะเอาเปรียบและละเมิดสิทธิของผู้อื่น ดำรงตนอยู่ในสัมมาอาชีพ สังคมคุณธรรมก็จะเกิดขึ้นทันที







