
ปรองดอง ปฏิรูป และฟื้นฟูทางการเมือง
มีผู้สื่อข่าวมาถามผมว่าควรเขียนเรื่องความปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็อึ้งไป ทราบว่าประเด็นเรื่องความปรองดองกับการปฏิรูปนั้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหารประกาศว่ายึดอำนาจมาเพื่อทำภารกิจนี้
มีผู้สื่อข่าวมาถามผมว่าควรเขียนเรื่องความปรองดองไว้ในรัฐธรรมนูญหรือไม่ ผมก็อึ้งไป ทราบว่าประเด็นเรื่องความปรองดองกับการปฏิรูปนั้น เป็นเหตุผลหนึ่งที่คณะรัฐประหารประกาศว่ายึดอำนาจมาเพื่อทำภารกิจนี้
ที่อึ้งไปก็เพราะผมไม่แน่ใจว่าจะสามารถอธิบายแบบทวนกระแสได้อย่างไรว่า แม้การปรองดองและการปฏิรูปเป็นเรื่องที่พึงปรารถนา แต่ก็เป็นเพียงวาทกรรมที่ต้องก้าวพ้นไป เป็นเรื่องที่ต้องรวบรวมเหตุปัจจัยให้พร้อมมูล จึงจะเกิดขึ้นตามเหตุปัจจัยนั้นๆ มิใช่เกิดเพราะมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญว่าให้เกิดขึ้น
เหตุปัจจัยของการปรองดองเป็นเรื่องของจิตใจหรือสภาพภายในของบุคคลพอๆ กับสภาพภายนอก เราอาจเขียนรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นปัจจัยภายนอกให้เอื้อต่อการปรองดอง
ในหนังสือเรื่อง แด่จริยธรรมแห่งความคลุมเครือ ของ ซีโมน เดอ โบวัวร์ ซึ่งผมกำลังแปลอยู่นั้น มีความตอนหนึ่งที่อ้างถึงหนังสือของโกลแดล ชื่อ รองเท้าผ้าแพร ซึ่งกล่าวถึงความเห็นของชายผู้เป็นสามีคนหนึ่งว่า
“พืชทุกชนิดต้องการคนสวนเพื่อให้ลำต้นขึ้นตรง และผมคือผู้ที่สวรรค์โปรดให้มาทำหน้าที่นี้แก่ภรรยาของผม” นอกเหนือจากที่เราจะตกตะลึงกับความคิดที่หยิ่งยโสเช่นนี้ การอุปมาคนคนหนึ่งว่าเหมือนกับพืชนั้นรับไม่ได้ เพราะคุณค่าของคนย่อมต่างกับพืชคือไม่จำเป็นต้องโอนอ่อนตามสภาพภายนอก หากยังมีคุณค่าแห่งความจริงภายในให้ยึดเหนี่ยว ประวัติศาสตร์ได้สอนให้เราปฏิเสธนักไต่สวนพวกนอกรีต ผู้ต้องการสร้างความศรัทธาและคุณธรรมจากภายนอก ให้เราปฏิเสธลัทธิพ่อปกครองลูกเช่นกัน ซึ่งลัทธินี้เชื่อว่าสามารถทำอะไรบางอย่างเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยตัดโอกาสไม่ให้พวกเขาเผชิญความเย้ายวนใจหรือการทะเลาะวิวาทกัน แทนที่จะให้เหตุผลแก่ประชาชน เพื่อให้พวกเขาสามารถต้านทานความเย้ายวนใจหรือสามารถเรียนรู้ที่จะฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ได้ภายหลังวิกฤต
การปรองดองยากที่จะเกิดขึ้นภายใต้ลัทธิความเชื่อแบบพ่อปกครองลูก ยากที่จะเกิดขึ้นเพียงเพราะว่ามีบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะการปรองดองเป็นเรื่องของจิตใจ เรื่องของบรรยากาศ และเรื่องของการรับรู้ถึงความเป็นธรรมด้วย การบังคับ เคี่ยวเข็ญ สั่งสอน หลอกล่อ ชี้หน้า ประณาม ทำให้อาย ฯลฯ ย่อมยากที่จะทำให้เกิดการปรองดองได้ หากพึงเสนอกระบวนการที่ต่างก็เห็นคนเป็นคน เป็นผู้มีศักดิ์ศรี เป็นผู้มีชีวิตจิตใจเหมือนกับเรา
อีกทั้งเป็นกระบวนการที่มีการเยียวยาทางจิตใจ ทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม จึงอาจพอเป็นความหวังได้บ้าง กระบวนการทำนองนี้ อาจมีการชี้แนะไว้ หรืออาจมีการมอบหมายให้เป็นหน้าที่ของคณะบุคคลผู้มีจิตอาสาในด้านนี้ไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ต้องระวังมิให้เป็นคณะบุคคลผู้มีอำนาจ โดยเฉพาะไม่ควรมีอำนาจเหนือฝ่ายต่างๆ ที่ขัดแย้งกัน กระบวนการดังกล่าวเป็นเหมือนการสร้างเหตุปัจจัย ส่วนผลจะได้เป็นความปรองดองหรือไม่นั้น ก็ควรปล่อยวางว่ามันขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นๆ รวมทั้งปัจจัยภายในขององค์กรและของบุคคลด้วย
ส่วนการปฏิรูปก็เป็นวาทกรรมของฝ่ายที่ต่อต้านรัฐบาลชุดก่อน ซึ่งรัฐบาลปัจจุบันพยายามนำมาปรับขบวนอยู่ แต่การปฏิรูปน่าจะเป็นกระบวนการซึ่งมีสองความหมาย ในความหมายกว้างคือเป็นกระบวนการที่ทำให้รูปแบบที่ด้อยกว่าเปลี่ยนเป็นรูปแบบที่ดีขึ้น ในความหมายนี้ จึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องทำไปเรื่อยๆ ไม่มีจุดสิ้นสุด และหากดูจากผลงานของสภาปฏิรูปแห่งชาติก็จะเห็นว่าขอบเขตการปฏิรูปดูจะบานปลายออกเรื่อยๆ แต่ในความหมายที่สองซึ่งเป็นความหมายที่แคบนั้น การปฏิรูปน่าจะมีจุดสิ้นสุด หมายความว่ามีการพิจารณาการปฏิรูปเป็นเรื่องๆ ไป ในลักษณะที่เป็นโครงการ คือมีหลักการและเหตุผล มีวัตถุประสงค์ มีผู้รับผิดชอบซึ่งมีอำนาจหน้าที่ มีแผนงาน มีกระบวนการตัดสินใจ มีการเปลี่ยนแปลง เป็นต้น
มีบางเรื่องที่ต้องปฏิรูปในความหมายกว้าง คือต้องทำต่อเนื่องไป เช่น เรื่องการปราบปรามและป้องปรามการคอร์รัปชั่น กระบวนการยุติธรรม การศึกษา การทำให้ฝ่ายความมั่นคงขึ้นอยู่กับฝ่ายพลเรือน (Civilian Supremacy) การกระจายอำนาจ การกระจายความมั่งคั่ง การถือครองที่ดิน ความยั่งยืนของพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น แต่กระนั้นภายในเรื่องที่กว้างดังกล่าว ก็อาจมีโครงการปฏิรูปที่เฉพาะ มีจุดสิ้นสุด และมีลักษณะเป็นโครงการได้ เมื่อทำเสร็จโครงการหนึ่ง ก็อาจเริ่มทำการปฏิรูปในอีกด้านหนึ่งของเรื่องที่กว้างดังกล่าวอย่างต่อเนื่องไปก็ได้
อีกทั้งยังมีเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องที่กว้างนักหากอยู่ในวิสัยที่จะทำให้เสร็จเป็นอย่างๆ ไป เช่น การปฏิรูปการรถไฟ การปฏิรูปการตำรวจ การปฏิรูประบบเลือกตั้ง จริงอยู่ ขีดแบ่งระหว่างการปฏิรูปที่กว้างกับที่เฉพาะยังมีความคลุมเครืออยู่ แต่การจำแนกเช่นนี้อาจมีประโยชน์อยู่บ้าง อย่างน้อยก็เป็นการชักชวนให้ไตร่ตรองว่ารัฐบาลควรจะทำการปฏิรูปในเรื่องใดบ้าง เพื่อให้รัฐบาลต่อๆ ไปพิจารณา โดยไม่ควรบังคับให้ต้องทำตามเจตนาของรัฐบาลชุดนี้
ผมอยากเสนอว่า เราควรก้าวพ้นลัทธิพ่อปกครองลูก โดยให้ความเคารพแก่ผู้อื่น โดยเฉพาะแก่รัฐบาลชุดต่อไป ซึ่งจะเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตยมิใช่หรือ ซึ่งนายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งที่สุจริตและเที่ยงธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้มิใช่หรือ หากเป็นเช่นนี้ แทนที่จะติดบ่วงอยู่กับวาทกรรมที่ว่า ยังไม่ปรองดอง ยังไม่ปกติ ยังไว้วางใจผู้ที่เห็นต่างจากรัฐบาลไม่ได้ ยังคืนสิทธิเสรีภาพไม่ได้ ยังไม่ปฏิรูปให้สำเร็จลุล่วงไป โดยไม่ระบุเป็นโครงการปฏิรูปใดให้เจาะจง ฯลฯ เราควรสร้างวาทกรรมใหม่ ว่าการปรองดองก็ดี การปฏิรูปก็ดี ต้องการพลังของทุกภาคส่วน ให้มาช่วยคิด ช่วยทำ โดยเฉพาะพลังทางการเมืองของพลเมือง และของนักการเมือง
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่ผู้ที่ยึดอำนาจและตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ จะได้ทบทวนคืนอำนาจและนักการเมืองสามารถทำกิจกรรมทางการเมืองได้ตามปกติ มีแต่การเริ่มฟื้นฟูทางการเมืองตั้งแต่บัดนี้ จึงจะหวังเห็นการปรองดอง และการร่างรัฐธรรมนูญที่ราบรื่น โดยเห็นผู้คนจำนวนมากอยู่ในสายตา







