posttoday
การลดค่าเงินหยวน  กับตลาดหุ้นจีน

การลดค่าเงินหยวน กับตลาดหุ้นจีน

09 ตุลาคม 2558

การลดค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีนเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดข้อถกเถียงและคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายถึงที่มาที่ไปของมาตรการนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านพุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นที่เริ่มสะดุดของจีน ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดค่าเงินในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามหากมองย้อนกลับไปถึงพัฒนาการของตลาดหุ้นจีนในปีนี้และวิเคราะห์ให้ลึกยิ่งขึ้นจะพบว่า การลดค่าเงินหยวนเป็นมาตรการสำคัญที่ทางการจีนอาจนำมาใช้เพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นที่ผันผวนและมีแนวโน้มดิ่งลงในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้

การลดค่าเงินหยวนของธนาคารกลางจีนเมื่อต้นเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ก่อให้เกิดข้อถกเถียงและคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆ มากมายถึงที่มาที่ไปของมาตรการนี้ นักเศรษฐศาสตร์หลายท่านพุ่งเป้าไปที่การกระตุ้นที่เริ่มสะดุดของจีน ว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการลดค่าเงินในครั้งนี้ อย่างไรก็ตามหากมองย้อนกลับไปถึงพัฒนาการของตลาดหุ้นจีนในปีนี้และวิเคราะห์ให้ลึกยิ่งขึ้นจะพบว่า การลดค่าเงินหยวนเป็นมาตรการสำคัญที่ทางการจีนอาจนำมาใช้เพื่อกระตุ้นตลาดหุ้นที่ผันผวนและมีแนวโน้มดิ่งลงในช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมานี้

ผู้อ่านหลายท่านอาจสงสัยว่า การลดค่าเงินกับตลาดหุ้นนั้นเกี่ยวข้องกันได้อย่างไร โดยส่วนใหญ่แล้ว ค่าเงินที่ลดลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลหลัก เช่น เหรียญสหรัฐ ไม่ว่าจะด้วยมาตรการของทางการหรือกลไกตลาดมักจะสัมพันธ์กับดัชนีราคาตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น เหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะว่าเงินตราต่างประเทศที่ไหลเข้าจากค่าเงินที่ลดหรืออ่อนตัวลงมักจะมุ่งหน้าไปที่ตลาดหุ้น อันเป็นสินทรัพย์สภาพคล่องสูงที่ซื้อขายได้ง่าย เป็นอันดับแรก

ในกรณีของไทย ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินบาทกับดัชนีตลาดหุ้นรายเดือนในช่วงปี 2544 จนถึงปัจจุบันนั้นสูงถึง -0.76

เครื่องหมายลบดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ในทางตรงกันข้าม กล่าวง่ายๆ คือ ในช่วงดังกล่าวค่าเงินบาทที่ลดลง (สูงขึ้น) สัมพันธ์กับดัชนีตลาดหุ้นที่สูงขึ้น (ลดลง)

อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่าค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์นั้นเป็นเพียงตัวชี้ถึงความสัมพันธ์และมิได้บ่งถึงว่าปัจจัยใดเป็นตัวกำหนด นั่นหมายความว่า ดัชนีตลาดหุ้นที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงนั้นอาจมิได้เป็นผลมาจากค่าเงินที่เปลี่ยนแปลงไปในทุกกรณี แต่อาจมีผลจากปัจจัยอื่นร่วมด้วย

ในส่วนของตลาดหุ้นจีน ท่านผู้อ่านที่ติดตามความเคลื่อนไหวและพัฒนาการของตลาดหุ้นจีนที่สำคัญสองตลาด คือ ตลาดเซี่ยงไฮ้และตลาดเสิ่นเจิ้น จะพบว่าในช่วงครึ่งปีแรกตลาดหุ้นทั้งสองอยู่ในภาวะกระทิง (Bull market) ที่ดัชนีปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไปอยู่ที่ 5,166 และ 3,141 ในวันที่ 12 มิ.ย. 2558 ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 259 และ 157 พันล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ

ดัชนีที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นนี้ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากมาตรการต่างๆ ของทางการจีนที่หวังว่าตลาดหุ้นจะช่วยพยุงเศรษฐกิจที่เติบโตช้าลงและไม่เป็นไปตามเป้า ขณะที่ผลโดยอ้อมคือหวังที่จะลดภาระหนี้ของบรรดารัฐวิสาหกิจทั้งหลายผ่านมูลค่าหุ้นที่เพิ่มขึ้นในตลาด มาตรการกระตุ้นตลาดที่สำคัญและได้รับการกล่าวถึงเป็นอย่างมากคือ การอนุญาตให้นักลงทุนกู้ยืมเงินไปซื้อหุ้น (Margin financing) ซึ่งมีมูลค่า ณ เวลาที่ตลาดขึ้นสูงสุดถึง 3.5% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศของจีน

หลังจากนั้นไม่นาน ตลาดหุ้นทั้งสองกลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่องแรงบ้างเบาบ้างจนเข้าสู่ภาวะหมี (Bear market) ที่ดัชนีดิ่งลงมากกว่า 20% จากจุดสูงสุดในช่วงเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์ สาเหตุสำคัญของการปรับตัวลดลงรุนแรงนี้น่าจะมาจากความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ ที่เห็นว่าตลาดหุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากนั้นมิได้สะท้อนถึงพื้นฐานทางเศรษฐกิจของจีนที่เริ่มชะลอตัวลงในปีนี้ ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนกลับมองว่าดัชนีที่เพิ่มขึ้นนั้นเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นของทางการจีนตามที่ได้กล่าวไปแล้ว

หลังจากที่ตลาดหุ้นทั้งสองเริ่มปรับตัวลดลงตั้งแต่ช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา ทางการจีนโดยเฉพาะธนาคารกลางก็ได้เริ่มออกมาตรการกระตุ้นตลาดหุ้นและระงับการปรับตัวลดลงของดัชนีราคาหุ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยและอัตราเงินทุนสำรองของธนาคารพาณิชย์ การยกเลิกข้อห้ามการออกหุ้นใหม่ และการห้ามรัฐวิสาหกิจขายหุ้นที่มีอยู่ในตลาด อย่างไรก็ตามมาตรการดังกล่าวมิได้ส่งผลดีต่อตลาดเท่าใดนัก ตลาดหุ้นยังคงปรับตัวลดลง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรีของจีนต้องออกมาสั่งการให้ทุกฝ่ายหาทางช่วยเหลือโดยด่วน ด้วยเหตุที่เกรงว่าผลจากตลาดหุ้นจะส่งผลเสียไปยังภาคเศรษฐกิจอื่น โดยเฉพาะกลุ่มนักลงทุนรายย่อยจำนวนมากที่เข้ามาซื้อหุ้นในช่วงที่ตลาดอยู่ในภาวะกระทิง

ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม หลังจากที่ธนาคารกลางจีนลดค่าเงินหยวนในวันที่ 11 ส.ค. ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ทั้งเซี่ยงไฮ้และเสิ่นเจิ้นก็ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นไปอีกเล็กน้อย หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ดัชนีตลาดหุ้นทั้งสองก็ปรับลดและมีแนวโน้มลดลงเรื่อยมา

นั่นหมายความว่า การลดค่าเงินหยวนมิได้ช่วยกระตุ้นตลาดหุ้นเท่าใดนัก ทางการจีนมองว่าการปรับตัวลดลงของดัชนีทั้งสองเป็นการปรับสมดุลของตลาดหุ้นที่มีขนาดรวมกันใหญ่เป็นอันดับสองรองจากสหรัฐ ระดับของค่าดัชนีในปัจจุบันนั้นตกไปอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าเมื่อต้นปี

ประเด็นที่น่าสนใจต่อไปคือ ทางการจีนจะยอมแพ้ต่อความพยายามในการกระตุ้นตลาดหุ้นอันเป็นความหวังสุดท้ายที่จะประคับประคองเศรษฐกิจของตนหรือไม่ ขณะที่ตลาดตราสารหนี้โดยเฉพาะพันธบัตรเอกชนที่กำลังเติบโตอยู่ในขณะนี้เป็นอีกตลาดหนึ่งที่น่าจับตา

ด้วยเหตุที่ว่านักลงทุนได้เบนความสนใจออกไปจากตลาดหุ้นและความร้อนแรงในตลาดตราสารหนี้จะซ้ำรอยตลาดหุ้นหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท