
ตลาดเกิดใหม่ย่ำแย่ เสี่ยงจุดชนวนวิกฤตโลก
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
โดย...ชญานิศ ส่งเสริมสวัสดิ์
“เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่” เป็นประเด็นที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในปีนี้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งส่งผลกระทบให้เงินทุนที่เคยไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ตลอดช่วงระยะเวลาดอกเบี้ยสหรัฐต่ำไหลออกไปมาก จนสถาบันการเงินระหว่างประเทศ (ไอไอเอฟ) คาดการณ์ว่าตลาดเกิดใหม่จะเผชิญกับภาวะเงินทุนไหลออกทั้งหมดมากกว่าเงินทุนไหลเข้าในปีนี้ ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบ 27 ปี นับตั้งแต่ปี 1988
เหตุผลอีกประการหนึ่งที่จำเป็นต้องจับตาตลาดเกิดใหม่ เป็นเพราะตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานับตั้งแต่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 ซึ่งมีต้นตอมาจากประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐ ตลาดเกิดใหม่เรียกได้ว่าเป็นแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจโลกเลยทีเดียว
แต่ความผันผวนในตลาดหุ้นที่เกิดจากภาวะเงินทุนไหลออกและความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่หมดไป ประกอบกับการชะลอตัวของประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังจะพาให้เศรษฐกิจโลกล่มจมไปด้วย
ดัชนีไทเกอร์ หรือดัชนีที่ติดตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกตามกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริง ตลาดหุ้นและความเชื่อมั่นนักลงทุนปรากฏออกมาว่า ตลาดเกิดใหม่ในปีนี้จะโตต่ำกว่า -2% เสียอีก โดยเป็นผลมาจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจและตลาดเงินที่ดิ่งเหว
และล่าสุดกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ออกมาหั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลกปีนี้ จาก 3.3% เหลือ 3.1% ตามหลังธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ไปติดๆ เนื่องจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนและตลาดเกิดใหม่
ปัจจัยแรกการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของตลาดเกิดใหม่ไม่นับอินเดียที่เติบโตอย่างดีเยี่ยมในปีนี้ นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่มองว่าเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจประเทศจีน ซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ที่ตลาดเกิดใหม่ผูกติด โดยการชะลอตัวจากจีนเป็นผลมาจากการเปลี่ยนผ่านจากยุคพึ่งพาการลงทุนจากภาครัฐไปสู่ยุคการพึ่งพาของผู้บริโภค โดยในปีนี้จีนอาจจะโตไม่ถึงเป้าหมายที่ 7% เสียด้วยซ้ำ
ประกอบกับการตกต่ำลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ยังฉุดการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นหลักอีกด้วย เช่น รัสเซียและบราซิลที่มุ่งหน้าเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
สำหรับด้านตลาดการเงินที่ดิ่งเหวฟอร์เทรส อินเวสต์เมนต์ กรุ๊ป แอลแอลซี บริษัทจัดการลงทุนในสหรัฐ คาดการณ์ว่าตลาดหุ้นของเศรษฐกิจเกิดใหม่กำลังอยู่ในวงจรหดตัวลง เช่นเดียวกับปี 1997-1998 หรือปีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งเลยทีเดียว และไม่ใช่ที่ฟอร์เทรสฯ แห่งเดียวด้วยที่คาดการณ์ไว้เช่นนั้น
นอกจากปัจจัยดังกล่าว 2 ปัจจัยแล้ว แต่ละประเทศเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ยังเผชิญปัญหาของตัวเอง เช่น ค่าเงินที่อ่อนค่าลงอย่างหนัก เช่น เกาหลีใต้ ตุรกี รัสเซีย ความไม่มั่นคงทางการเมืองอย่าง มาเลเซีย อัตราเงินเฟ้อต่ำเกินไป และอัตราเงินเฟ้อสูงเกินไปอย่างในบราซิลที่อัตราเงินเฟ้อกำลังจะขึ้นไปแตะ 10%
ผลของการชะลอตัวจากประเทศตลาดเกิดใหม่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว โดยสถาบันบรูคกิงส์ เจ้าของดัชนีไทเกอร์ เปิดเผยว่า เศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของตลาดเกิดใหม่จะฉุดแรงซื้อทั่วโลกและก่อให้เกิดภาวะเงินฝืดตามมา โดยไม่ใช่แค่ตลาดเกิดใหม่เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นทั่วโลก
โดยเฉพาะในยูโรโซนและญี่ปุ่น ซึ่งถือเป็นประเทศพัฒนาแล้ว กำลังเผชิญกับภาวะใกล้จะเข้าสู่เงินฝืด จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์โดยเฉพาะน้ำมันที่ร่วงลง ประกอบกับแรงซื้อภายในบ้านไม่มีจากการขาดการ
กระตุ้นอีกด้วย ส่งผลให้ประเทศเหล่านั้นดิ้นรนเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องตกลงสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย
การชะลอตัวในประเทศตลาดเกิดใหม่ ทำให้ทั้งนักลงทุนต่างชาติรวมถึงประชาชนในประเทศต่างฝากความหวังไว้ที่บรรดาธนาคารกลางของแต่ละประเทศ ทว่าเอสวาร์ ปราซาด สมาชิกอาวุโสของสถาบันบรูคกิงส์ กล่าวว่า การใช้เครื่องมือด้านการเงินเพื่ออ่อนค่าเงินและเพิ่มการส่งออกอาจไม่ได้ผลในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สาเหตุที่ทำให้การอ่อนค่าเงินไม่ช่วยการส่งออกเป็นผลมาจากการขาดแรงซื้อของแต่ละประเทศอย่างที่กล่าวไว้แล้ว โดยสอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่ พอล กรูนวัลด์ หัวหน้าคณะนักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของสแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ แสดงทัศนะว่า การส่งออกนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการซื้อในต่างประเทศเป็นหลัก ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนถือเป็นเรื่องที่รองลงมา
ความล้มเหลวของธนาคารกลางหลายแห่งส่งผลให้นักลงทุนหมดความเชื่อมั่นต่อความสามารถในการฟื้นแรงซื้อโลกของธนาคารกลางไปในที่สุด และจากความเชื่อมั่นที่หมดไปไม่ได้หยุดแค่ในตลาดเกิดใหม่เท่านั้น โดย ปราซาด ระบุว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่จะฉุดเศรษฐกิจโลก คือ ความไม่เชื่อมั่นของนักลงทุนจะแพร่กระจายจากตลาดเกิดใหม่ไปยังตลาดอื่นๆ ทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม จากดัชนีไทเกอร์ได้แสดงให้เห็นว่า ประเทศพัฒนาแล้วกำลังฟื้นตัวสวนทางกับเศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะสหรัฐที่ทั้งปี 2015 นี้ ตำแหน่งการจ้างงานใหม่ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 2 แสนตำแหน่ง/เดือน และอัตราการว่างงานยังปรับตัวลงไปอยู่ที่ 5.1% ซึ่งเป็นช่วงที่เฟดถือว่าเป็นการจ้างงานสมบูรณ์อีกด้วย
อย่างไรก็ตาม การจ้างงานในช่วงเดือน ก.ค.-ส.ค. กลับทำได้ต่ำกว่ามาตรฐาน แม้อัตราว่างงานจะยังคงอยู่ที่เดิมที่ 5.1% ก็ตาม ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกที่อ่อนแอ รวมถึงยังคาดการณ์ว่าเฟดจะยังไม่ขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
เรียกได้ว่า “เศรษฐกิจตลาดเกิดใหม่” ยังคงเป็นประเด็นไปอีกนาน และอาจกลายเป็นประเด็นที่ก่อให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลกด้วย







