
ปรับเทคโนโลยีรัฐ ป้องภัยสาธารณะ
โดย...ดร.ฐากูร นิ่มสมบุญ
โดย...ดร.ฐากูร นิ่มสมบุญ
การใช้เทคโนโลยีเพื่อการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ หรือ Public Safety หมายถึง การที่รัฐใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ โปรแกรมทางคอมพิวเตอร์ เครื่องมือต่างๆ ที่มีขึ้นเพื่อความปลอดภัยสำหรับสาธารณะ รวมทั้งการนำข้อมูลที่จัดเก็บได้จากอุปกรณ์ดังกล่าวมาใช้เพื่อปกป้องดูแลชีวิตและทรัพย์สินของสาธารณชนและความสงบสุขของสังคม
ในต่างประเทศเริ่มให้ความสนใจกับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในด้านนี้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การติดกล้องวงจรปิดให้ครอบคลุมในพื้นที่สาธารณะ การแจ้งเตือนไปยังกลุ่มคนที่เสี่ยงต่ออันตราย โดยพิจารณาจากสถิติการเกิดเหตุในแต่ละพื้นที่หรือ crime/disaster mapping โดยอาศัยพิกัดจากการใช้โทรศัพท์มือถือ การจำแนกรถยนต์โดยการตรวจสอบจากทะเบียนรถจากกล้อง การตรวจจับความเร็วของรถยนต์ในพื้นที่ชุมชน ฯลฯ
สำหรับไทย การแถลงข่าวความคืบหน้ากรณีเหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ของเจ้าหน้าที่ น่าจะทำให้หลายคนเริ่มเห็นถึงความสำคัญของเทคโนโลยีที่ถูกใช้ เพื่อรักษาความปลอดภัยในที่สาธารณะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบกล้องวงจรปิดขณะเกิดเหตุ การตรวจสอบเส้นทางการหลบหนีของคนร้าย รวมไปถึงการตรวจสอบข้อมูลการใช้โทรศัพท์ของผู้ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่เกิดเหตุ
ต้องยอมรับว่า เทคโนโลยีถือเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ที่นำมาสู่ความสำเร็จของการสืบสวน และรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถจับกุมผู้ก่อเหตุ และออกหมายจับผู้ต้องหาได้อีกหลายคน เป็นที่น่าสังเกตว่า ไม่ว่าเทคโนโลยีจะมีประโยชน์มากเพียงใด ภาครัฐยังคงตามหลังภาคเอกชนและคนทั่วไปอยู่เสมอ ไม่ว่าจะในด้านการปรับใช้เทคโนโลยี เพื่อการรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยตรง เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิด หรือในด้านการนำเทคโนโลยีมาปรับใช้กับการให้บริการของรัฐในรูปแบบต่างๆ ซึ่งรวมไปถึงการจัดเก็บข้อมูลที่สามารถใช้สนับสนุนเรื่องการรักษาความปลอดภัยสาธารณะด้วย
การใช้เทคโนโลยีเพื่อรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยตรงนั้น ถือเป็นเรื่องสำคัญ ที่เห็นได้ชัด คือการใช้กล้องวงจรปิด สืบสวนหาพยานหลักฐานคดีต่างๆ แต่น่าสนใจว่า ความสำเร็จของเจ้าหน้าที่มักจะมาจากเทคโนโลยีของเอกชน เช่น กล้องวงจรปิดที่สามารถใช้ประโยชน์แกะรอยคนร้ายได้ เป็นกล้องของภาคเอกชนที่ติดตั้งตามคอนโด ศูนย์การค้า ร้านสะดวกซื้อ หรือตู้เอทีเอ็ม เนื่องจากไม่มีกล้องราชการในบริเวณดังกล่าว หรือมีกล้องแต่เสียบ้างคุณภาพไม่ดีบ้าง หรือกล้องดังกล่าวถูกติดตั้งเพื่อประโยชน์อื่น เช่น กล้องควบคุมจราจร ที่ใช้ตรวจสอบตำหนิรูปพรรณคนร้ายหรือสอบทะเบียนรถได้น้อย เพราะมุมติดตั้งกว้าง กล้องไม่ละเอียด
นอกจากเรื่องของกล้องวงจรปิดแล้ว การแจ้งเตือนไปยังกลุ่มคนที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจในกรณีเกิดเหตุวิกฤต เช่น เกิดภัยพิบัติ น้ำท่วม เกิดเหตุระเบิดหรือแม้กระทั่งในพื้นที่และช่วงเวลาที่วิเคราะห์แล้วว่ามีโอกาสเกิดอาชญากรรมสูง โดยหลักๆ แล้วเจ้าหน้าที่สามารถขอความร่วมมือผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือเพื่อส่งข้อความถึงเจ้าของเครื่องที่ ณ เวลานั้นมีพิกัดการใช้โทรศัพท์อยู่ในพื้นที่เป้าหมายได้เพื่อเตือนภัย ขอความร่วมมือและแนะนำการปฏิบัติเพื่อให้พ้นจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งกล้องวงจรปิด การแจ้งเตือนในพื้นที่เสี่ยง หรือการใช้เทคโนโลยีอื่นใด เพื่อการรักษาความปลอดภัยสาธารณะ รัฐยังจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือของภาคเอกชนอยู่ดี การทำความเข้าใจระหว่างรัฐกับเอกชนที่เกี่ยวข้องเรื่องแนวทางให้ความร่วมมือระหว่างกันทั้งในระดับนโยบายและผู้ปฏิบัติจึงเป็นเรื่องที่สำคัญ
นอกจากการนำเทคโนโลยีมาใช้กับการรักษาความปลอดภัยสาธารณะโดยตรงแล้ว คนส่วนใหญ่มักจะมองข้ามความสำคัญของการนำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบงานหรือการให้บริการของรัฐ เช่น การให้บริการเกี่ยวกับบัตรประชาชน ใบขับขี่ ประกันสังคม การรักษาพยาบาล ที่ดิน ภาษี ฯลฯ ซึ่งจะสามารถสนับสนุนในเรื่องการรักษาความปลอดภัยสาธารณะได้อย่างมาก
ในปัจจุบันร่องรอยการใช้ชีวิตประจำวันของคนถูกจัดเก็บไว้ในฐานข้อมูลของภาคเอกชน บริษัท ห้างร้านต่างๆ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างรวดเร็วถ้าจำเป็น แต่หน่วยงานราชการส่วนใหญ่ยังคงยึดติดกับการใช้เอกสารกันอยู่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าข้อมูลต่างๆ ยังคงถูกจัดเก็บกันในรูปแบบของกระดาษ ซึ่งยากต่อการค้นหาและสูญหายได้ง่าย ผลที่เกิดขึ้นคือไม่สามารถจัดทำฐานข้อมูลได้ เมื่อไม่มีฐานข้อมูล ก็ย่อมไม่สามารถเชื่อมต่อข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐด้วยกันเอง ไม่สามารถตรวจสอบประวัติการติดต่อราชการหรือร่องรอยของบุคคลได้ในเวลาที่ต้องการ
นอกจากนี้ ในขณะที่เราใช้เทคโนโลยีในการพิสูจน์ตัวบุคคลจนสามารถใช้ธนาคารออนไลน์หรือมีการซื้อของออนไลน์กันได้ การติดต่อกับหน่วยงานราชการบางแห่งยังคงจำเป็นต้องใช้สำเนาบัตรประชาชนและทะเบียนบ้านแม้ว่าจะไปด้วยตนเองก็ตาม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่มีประสิทธิภาพในการตรวจสอบตัวบุคคลของรัฐ
โดยสรุปความล้าหลังเรื่องการปรับใช้เทคโนโลยีกับระบบงานของรัฐ นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากร ไม่มีประสิทธิภาพ และไม่สามารถส่งเสริมภาคเอกชนได้แล้วยังส่งผลต่อประสิทธิภาพการรักษาความปลอดภัยสาธารณะของรัฐอีกด้วย







