
สปท.โครงสร้างเบี้ยว ปฏิรูปเฟสสองเสี่ยงพัง
ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
ประกาศออกมาอย่างเป็นทางการแล้วสำหรับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) จำนวน 200 คน อำนาจของ สปท.ที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. 2557 ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2558 นั้นเหมือนกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ทุกประการ เพียงแต่ไม่มีอำนาจให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญเหมือน สปช.สำหรับอำนาจหน้าที่ของ สปท.มีด้วยกัน3 ประการ
1.ดําเนินการให้เกิดการปฏิรูปด้านต่างๆ สืบต่อจาก สปช. โดยให้คํานึงถึงความสําคัญเร่งด่วนและความสัมฤทธิผลของการปฏิรูปในระยะเวลาที่เหลืออยู่
2.ศึกษา วิเคราะห์ และจัดทําแนวทางและข้อเสนอแนะเพื่อการปฏิรูปด้านต่างๆ ต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
3.หากเห็นว่ากรณีใดจําเป็นต้องตราพระราชบัญญัติหรือพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขึ้นใช้บังคับให้ สปท.จัดทําร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเสนอต่อ สนช.เพื่อพิจารณาต่อไป ในกรณีที่เป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงินหรือร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญให้จัดทําเสนอต่อ ครม.
ส่วนวาระการดำรงตำแหน่งของ สปท.รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวไม่ได้กำหนดเอาไว้ชัดเจนว่า สปท.มีเวลาทำงานเท่าไหร่ เพราะจะเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ที่จะไปออกแบบว่าจะให้ สปท.อยู่นานเท่าไหร่ เช่น ให้ สปท.สิ้นสุดลงหลังจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่มีผลบังคับใช้ หรือให้ สปท.อยู่ไปจนกว่าจะมีสภาผู้แทนราษฎรหรือ ครม.ชุดใหม่ เป็นต้น
ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าสถานะและความชอบธรรมของ สปท.ยังคงถูกกังขาอยู่ โดยเฉพาะข้อสงสัยที่ว่า สปท.จะเข้ามาผลักดันการปฏิรูปประเทศได้เป็นรูปธรรมขนาดไหน
ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการดำเนินการเกี่ยวกับการปฏิรูปประเทศในทุกๆ ด้าน ทาง สปช.ได้จัดทำไว้เสร็จเรียบร้อยและส่งให้กับรัฐบาลอย่างเป็นทางการไปแล้วเมื่อหลายเดือนก่อน จึงก่อให้เกิดคำถามว่า สปท.จะเข้ามาทำอะไรในเมื่อ สปช.ได้ส่งมอบงานปฏิรูปไปให้รัฐบาลก่อนหน้านี้
ครั้นจะให้ สปท.เข้ามาสานงานต่อจาก สปช.ย่อมเป็นที่กังขาพอสมควรว่าจะเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เช่น หาก สปท.บางกลุ่มต้องการผลักดันการปฏิรูปเรื่องที่เกี่ยวข้องกับพรรคการเมือง ก็จะพบว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมืองของ สปช.ก็ได้ทำรายงานฉบับสมบูรณ์ไว้แล้ว เป็นต้น
หรือถ้าจะดำเนินการในรูปแบบฝ่ายเร่งรัดและติดตามการปฏิรูปประเทศด้วยการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาใน สปท.และมีอำนาจเชิญหัวหน้าส่วนราชการต่างๆ มาชี้แจงถึงความคืบหน้าในการปฏิรูปประเทศตามแนวทางของ สปช.เหมือนกับฝ่ายเร่งรัดและติดตามหนี้สินของสถาบันการเงิน ย่อมจะเป็นปัญหาว่าถ้าให้ สปท.ทำงานในลักษณะนี้คสช.ควรจัดตั้งองค์กรในรูปแบบแค่คณะกรรมการก็น่าจะเพียงพอโดยไม่จำเป็นต้องจัดตั้งเป็นสภาที่ทำให้มีต้นทุนและภาระทางงบประมาณแก่ประเทศค่อนข้างสูง
อย่างไรก็ตาม เหตุผลข้างต้นอาจไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มีผลให้การทำงานของ สปท.เป็นปัญหา เพราะสาเหตุที่แท้จริงที่จะทำให้การปฏิรูปประเทศไม่สัมฤทธิผลอย่างที่ คสช.หวังไว้ คือ โครงสร้างของ สปท.ที่ไม่มีความสมดุล
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา วิษณุ เครืองามรองนายกรัฐมนตรี จำแนกถึงโครงสร้างของ สปท.ต่อสื่อมวลชนว่า มีอดีตสมาชิก สปช. 61 คน (รวมผู้ลงมติเห็นชอบและไม่เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ) ข้าราชการเกษียณอายุ 25 คน ข้าราชการที่ยังอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ 23 คน ข้าราชการตำรวจ ทหาร ในอดีตและปัจจุบัน 49 คน นักวิชาการ 13 คน นักการเมืองหรือกลุ่มมวลชนทางการเมือง 10 คน และผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาต่างๆ 19 คน
จากโครงสร้างดังกล่าวที่รองนายกฯ อธิบายมานี้ มีข้อสังเกตที่ย่อมเรียกได้ว่าเป็นจุดบกพร่องถึง 2 ประการ ได้แก่ 1.การมีสัดส่วนของข้าราชการมากกว่าส่วนอื่นๆ และ 2.การไม่ปรากฏบุคคลที่เป็นตัวแทนของภาคประชาสังคมเข้ามาใน สปท.
ข้าราชการพลเรือน ทหาร ตำรวจ อดีตและปัจจุบันรวมเป็นจำนวน 97 คน ซึ่งถือได้ว่าเป็นฝ่ายกุมเสียงส่วนใหญ่ของ สปท. แม้จะไม่ใช้เสียงข้างมากแบบเด็ดขาดที่มีเกิน 100 คน แต่การมีฐานเสียงเกือบร้อยเสียงอยู่ในมือย่อมเป็นพลังทางการเมืองที่มีนัยสำคัญพอสมควร
กล่าวคือ เป็นเสียงข้างมากที่อยู่ในสภาพเหรียญสองด้าน โดยด้านหนึ่งหากต้องการปฏิรูปเรื่องใดผ่านการเสนอกฎหมายย่อมทำได้โดยง่าย ขณะที่ในทางกลับกันถ้าบางฝ่ายต้องการปฏิรูปเรื่องใด แต่ สปท.กลุ่มข้าราชการไม่เห็นด้วย แน่นอนว่าต้องถูกปฏิเสธด้วยพลังเสียงข้างมากไปโดยปริยาย
จริงอยู่การให้ข้าราชการเข้ามาเป็นผู้กุมเสียงข้างมาก เป็นประโยชน์ตรงที่ สปท.จะเกิดความเป็นเอกภาพ ต่างจาก สปช.ในอดีตที่ประกอบด้วยบุคคลที่หลากหลายจนส่งผลเสียให้ สปช.ไร้ความเป็นเอกภาพ การผลักดันเรื่องต่างๆ ใน สปช.จึงไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าไหร่นัก
แต่อีกมุมหนึ่งย่อมเกิดคำถามตามมาว่าการปฏิรูปประเทศที่ให้ฝ่ายราชการเป็นผู้นำนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่ ต้องไม่ลืมว่าด้านหนึ่งของการทำให้การปฏิรูปประเทศจะสำเร็จได้ คือ การลดขนาดของราชการ แต่เมื่อข้าราชการกลายเป็นฝ่ายกุมอำนาจ สปท.เสียเอง จึงเป็นคำถามว่า คสช.กำลังออกแบบ สปท.ผิดฝาผิดตัวหรือไม่
เช่นเดียวกับกรณีของการไม่มีตัวแทนภาคประชาสังคมเข้ามาเป็นสมาชิก สปท. การไร้เอ็นจีโอในสภาอาจช่วยให้งาน สปท.ในบริบทของฝ่ายผู้กุมอำนาจเดินหน้าได้รวดเร็ว แต่ต้องแลกกับการที่กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนถูกตัดตอน
ดังนั้น โครงสร้างของ สปท.ที่บิดเบี้ยวในครั้งนี้ จึงเป็นจุดเสี่ยงที่อาจมีผลต่อการปฏิรูปประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







