
ปฏิรูปประชาธิปไตย ที่ฐานราก
โดย...anik amranand
โดย...anik amranand
สุดสัปดาห์ที่แล้วได้ไปร่วมสานเสวนา “เวทีสู่การฟื้นฟูทางการเมืองที่มหาวิทยาลัยมหิดล” จัดโดยมูลนิธิ Friedrich Ebert Stiftung จากเยอรมนี ร่วมกับสถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา
เป็นการพูดคุยอย่างสันติสร้างสรรค์ระหว่างผู้เข้าร่วมจากหลากหลายฝ่ายทางการเมืองที่เคยขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ทั้งระดับชาติ ท้องถิ่น รวมถึงจังหวัดชายแดนใต้ และภาคประชาสังคม
ในสานเสวนาทุกคนต้องฟังมากกว่าพูด ถ้าเปิดใจฟังความคิดต่างจริงๆ ก็จะเกิดการ “เอาใจเขามาใส่ใจเรา” เป็นส่วนหนึ่งของการ ”ปรองดอง” ที่ลึกซึ้งกว่ากิจกรรมอย่างการให้คู่อริจับมือกันแล้วถ่ายรูปทำข่าว จะมี “การเลื่อนไหลของความหมาย” ซึ่งอาจนำไปสู่การหลอมรวมความคิดหรือจุดร่วมระดับหนึ่ง ซึ่งน่าจะช่วย “สมาน” ความแตกร้าวในสังคมได้บ้าง งานนี้บรรยากาศเป็นไปด้วยดี แต่มิได้มีข้อสรุปหรือแถลงการณ์
ผู้จัดเริ่มด้วยโจทย์ว่าอะไรจะนำสู่การ “ฟื้นฟู” ทางการเมือง และต่อด้วยการพัฒนาพรรคการเมืองและนักการเมือง แต่สำหรับผู้ร่วมเสวนาส่วนหนึ่ง ที่สำคัญยิ่งกว่านักการเมือง คือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง วันนี้จึงขอนำเสนอแนวทางที่ดิฉันได้ตกผลึกจากกิจกรรมครั้งนี้
มีการพูดถึงสาเหตุต่างๆ ที่ทำให้ประชาธิปไตยฐานรากอ่อนแอ ได้แก่ ค่านิยมต่างๆ ประกอบกับความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งทำให้นักการเมืองสามารถฉกฉวยโอกาส สร้างฐานเสียงด้วยระบบอุปถัมภ์ และสินจ้างรางวัล ทั้งทางตรงทางอ้อม รวมถึงนโยบายประชานิยมที่มีผลเสียหายต่อประเทศ
ดังนั้น รัฐบาลช่วงเปลี่ยนผ่านชุดปัจจุบัน จึงควรเร่ง...
(ก) สร้างความเป็นประชาธิปไตยที่ฐานรากอย่างทั่วถึง ควบคู่ไปกับ
(ข) การทำให้ประชาชนพึ่งตนเองได้ มีความพอเพียง ทั้งในทัศนคติและความมั่นคงในการดำรงชีพ อาทิ
- จัดการเรียนรู้ตั้งแต่ Civic Education เรื่องของสิทธิมนุษยชน สิทธิและหน้าที่ตามกฎหมาย จนถึงการรู้จักแยกแยะบุญคุณของคนในระบบอุปถัมภ์กับบุญคุณแผ่นดิน ผลเสียของการคอร์รัปชั่นต่อการคลังของประเทศที่จะทำให้งบประมาณเหลือเป็นสวัสดิการหรือมาลงพื้นที่ลดน้อยลง
- สร้างรู้เท่าทันจากความเข้าใจเบื้องต้นทางเศรษฐศาสตร์ เช่น ตัวอย่างความเชื่อมโยงของนโยบายหาเสียงในอดีตที่กระทบต่อเศรษฐกิจด้านนั้นๆ เช่น ราคาข้าวที่ตกต่ำเพราะจำนำเขาในราคาสูงกว่าตลาด หรือราคาน้ำมันบางอย่างที่สูงเพราะไปอุดหนุน LPG ผลกระทบต่อเศรษฐกิจภาพรวม และการคลังของประเทศ ซึ่งก็จะมีผลกระทบต่อประชาชนคนรากหญ้าในที่สุด
- สร้างความภูมิใจในการรักษาคุณธรรม ให้มีความหมายไม่แพ้ความสมบูรณ์ทางวัตถุ
- ส่งเสริมประชาธิปไตยใกล้ตัว เช่น ในครอบครัว ในโรงเรียน ให้ผู้มีอำนาจอย่างพ่อแม่หรือครูหัดรับฟัง และส่งเสริมให้เด็กกล้าถาม กล้าแสดงความคิดเห็น รู้จักคิดวิเคราะห์ได้
- ส่งเสริม “พหุนิยม” ให้รับฟังความคิดต่าง ยอมรับที่จะอยู่ร่วมกัน
ตัวอย่างข้างต้นอาจจะดูมากมาย ลึกซึ้ง จึงต้องจัดลำดับความสำคัญและคัดเลือกมาออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เหมาะสม
และพัฒนาแผนสู่การปฏิบัติโดยเร็ว ทั้งนี้ ควรดำเนินการอย่างน้อยใน 3 มิติ :-
(1) ในสื่อมวลชนหลักโดยเฉพาะโทรทัศน์ ต้องมีทั้งโฆษณาที่โดนใจ หรือจัดรายการที่สนุกน่าติดตาม ขอความร่วมมือสอดแทรกในรายการยอดนิยม เช่น คุยข่าว ละคร
ที่สำคัญต้องไม่เป็นการยัดเยียด แต่เป็นการกระตุ้นให้คิด เข้าใจ หรือเกิดความตระหนักรู้ เรียนรู้ด้วยปัญญา ไม่ใช่ท่องจำ หรือถูกสั่งถูกสอนว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
(2) จัดเวทีสัมมนาชาวบ้านทั่วประเทศ อาจจะไม่สามารถเข้าถึงทุกคน แต่ควรถึงทุกหมู่บ้านเพื่อเป็นหัวเชื้อภาคปฏิบัติจากการเรียนรู้ในโทรทัศน์ และมีการถ่ายทอดเวทีตัวอย่างด้วย เมื่อพัฒนาหลักสูตรแล้วก็ระดมฝึกผู้ดำเนินการ อาจใช้สถาบันการศึกษาหรือภาคประชาสังคม แม้กระทั่งฝ่ายทหาร
- ฝ่ายความมั่นคงอาจจะไปสุ่มตรวจในทุกๆ พื้นที่ ไม่ให้กิจกรรมถูกใช้เป็นเครื่องมือหาเสียงของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด
- เพื่อแก้จุดอ่อนของการกระจายอำนาจ หลักสูตรควรพาให้ตรวจสอบการใช้งบประมาณในท้องถิ่นนั้นๆ ส่งเสริมให้คนกล้าตั้งคำถาม โดยสร้างพลังของชุมชนปกป้องไม่ให้ตกเป็นจำเลยสังคมหรือเหยื่ออิทธิพล
- เรื่องเศรษฐกิจพอเพียง สอนแล้วต้องให้ลงมือทำจริงโดยให้เงินทุนตามความเหมาะสม พร้อมสอนให้ทำบัญชีและบริหารหนี้สินด้วย กระตุ้นให้คิดถึงผลกระทบของการเป็นหนี้เกินตัว
- รัฐบาลสามารถใช้กระบวนการนี้กระตุ้นเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพ ให้ชุมชนมีส่วนร่วมคิดว่าจะเอางบทำอะไรให้ประโยชน์ทั่วถึง เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด และไม่เพิ่มความเหลื่อมล้ำในพื้นที่
(3) ในส่วนลึกของการพึ่งพาตนเอง นอกจากกระตุ้นให้เห็นประโยชน์ของความพอเพียง ต้องมีการปฏิรูปศาสนา ให้เน้นวิธีหาความสุขจากความสงบ ความเมตตา และความละอายต่อการผิดศีลธรรม ต้องจำกัดและอาจลงโทษการเน้นวัตถุนิยม รัฐต้องกำหนดให้การบริหารศาสนาโปร่งใส ต้องใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด จัดการข้อร้องเรียนและคดีต่างๆ
เรื่องการลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ ถ้ารัฐจัดสวัสดิการได้มากประชาธิปไตยรากหญ้าก็เข้มแข็งได้ง่าย แต่หากจัดสวัสดิการสูงมากประเทศก็จะขาดงบประมาณทำอย่างอื่นที่จะมีผลต่อการสร้างรายได้ หรือหากแทรกแซงตลาดเพื่อเป็นสวัสดิการก็อาจมีผลเสียหายในที่สุด ดังตัวอย่างการขาดแคลนในประเทศเวเนซุเอลาและประเทศคอมมิวนิสต์ในอดีต
ช่วงนี้สังคมคาดหวังว่าจะมีการปฏิรูปต่างๆ จึงขอเสนอให้รัฐบาลสร้างเหตุปัจจัยให้ประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในมิติของประชาชน ซึ่งยังไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร ด้านอื่นที่ถกเถียงกันมาก ดิฉันจะร่วมวงในโอกาสต่อไป







