
ผ่าปมร้อนร่างรธน. เส้นทางวิบาก ‘มีชัย’
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการภายหลัง “มีชัย ฤชุพันธุ์”
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่สองเริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการภายหลัง “มีชัย ฤชุพันธุ์” ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้นัดประชุมนัดแรกไปเมื่อวันที่ 6 ต.ค.ที่ผ่านมา
การประชุม กรธ.ที่เพิ่งผ่านไปมีความน่าสนใจตรงที่การจัดระบบการทำงานของ กรธ. โดยที่ประชุมกำหนดให้มีการประชุมทุกวันจันทร์-ศุกร์ ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ไปจนถึงช่วงหัวค่ำ พร้อมกับขีดเส้นว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรกเวอร์ชั่น กรธ.จะต้องออกสู่สายตาประชาชนให้ได้ภายในเดือน ม.ค. 2559 จากนั้นจะให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) คณะรัฐมนตรี (ครม.) สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) รวมไปถึงพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ภาคประชาสังคม เสนอความเห็นมายัง กรธ.
เท่ากับว่า กรธ.มีเวลาทำงานค่อนข้างจำกัดเพียง 3-4 เดือนเท่านั้นในการทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับแรก และมีเวลาอีกราว 2 เดือนสำหรับการปรับแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในช่วงโค้งสุดท้าย โดย กรธ.จะต้องทำร่างรัฐธรรมนูญให้เสร็จสมบูรณ์ไม่เกินวันที่ 1 เม.ย. 2559 ก่อนจะส่งให้ ครม.และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดให้ประชาชนใช้สิทธิออกเสียงประชามติว่าจะเห็นชอบหรือไม่ต่อไป
สำหรับการทำงานของ กรธ.ที่นำโดยอาจารย์มีชัยครั้งนี้ต้องถือว่ามีเส้นทางวิบากรออยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะการถูกจับจ้องจากหลายฝ่ายว่า กรธ.จะออกแบบร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อย่างไร ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า กรธ.อาจมาทำภารกิจไล่ล่าฝ่ายการเมืองผ่านการเขียนรัฐธรรมนูญ ซึ่งประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญแบบไหนมีอย่างน้อย 4 ประเด็น
1.ระบบเลือกตั้ง สส. เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในหัวใจสำคัญของร่างรัฐธรรมนูญ เพราะเป็นการกำหนดวิธีการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองเพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติ เดิมทีคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญชุดของ “บวรศักดิ์ อุวรรณโณ” ออกแบบให้ใช้ระบบเลือกตั้ง สส.แบบสัดส่วนผสม ภายใต้หลักการที่ว่าด้วยการให้พรรคการเมืองได้รับคะแนนนิยมจากประชาชนอย่างแท้จริง แต่กลับถูกโจมตีอย่างหนักว่าเป็นการทำให้การเมืองอ่อนแอ เพราะรัฐบาลจะไม่มีเสียงข้างมากในการผลักดันเรื่องสำคัญผ่านรัฐสภา
มาในครั้งนี้ยังไม่มีใครอ่านใจอาจารย์มีชัยออกว่าอยากให้ระบบเลือกตั้งเป็นอย่างไร แต่มีแนวโน้มว่าอาจกลับไปใช้ระบบการเลือกตั้งเดิมที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ 2550 แต่จะไปเพิ่มมาตรการตรวจสอบการซื้อเสียงให้เข้มขึ้นไว้ในร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. และการได้มาซึ่ง สว.แทน เพื่อลดแรงปะทะในทางการเมืองของ กรธ.
2.โครงสร้างวุฒิสภา กมธ.ยกร่างฯ ออกแบบให้มี สว. 200 คน มาจากการสรรหา 123 และการเลือกตั้ง 77 คน เสียงจากหลายฝ่ายต่อเรื่องนี้มีทั้งชื่นชมและติติง เสียงชื่นชมอยู่ที่การกำหนดให้ สว.สรรหามาจากหลายภาคส่วนตามวิชาชีพอย่างชัดเจน แต่เสียงติติงก็มองว่าไม่ควรให้ สว.มีที่มา 2 ทางเช่นนี้ ควรจะกำหนดให้มีที่มาจากทางเดียวระหว่างเลือกตั้งหรือสรรหาอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะการให้ สว.มาจากที่มาที่หลากหลาย อาจส่งผลต่อความเป็นเอกภาพของวุฒิสภา เหมือนกับที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อครั้งวุฒิสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550
3.การเข้าสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นับเป็นประเด็นที่คนไทยทั้งประเทศจับตามองมากที่สุด ในเรื่องนี้ กรธ.กำลังเดินมาสู่ทางสองแพร่งก็ว่าได้
ทางหนึ่งเป็นกระแสที่ไม่เห็นด้วยกับการมีนายกรัฐมนตรีคนนอก โดยมองว่าผู้นำประเทศควรมาจากการเลือกของประชาชนผ่านการให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงมติเลือก สส.มาเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับระบบประชาธิปไตย
อีกทางหนึ่งเป็นกระแสเรียกร้องให้มีนายกรัฐมนตรีคนนอกเหนือไปจากการมีนายกรัฐมนตรีที่เป็น สส. เพื่อป้องกันให้ประเทศมีทางออกหากเกิดวิกฤตการเมืองเหมือนในอดีต เพราะถ้าไปกำหนดให้นายกรัฐมนตรีต้องเป็น สส.อย่างเดียวจะมีผลให้ประเทศไม่มีทางเลือกตามรัฐธรรมนูญในการพาประเทศไปสู่ทางออก ซึ่งสุดท้ายก็ต้องแก้ไขด้วยการรัฐประหารทุกครั้ง
4.การปฏิรูปประเทศและการสร้างความปรองดอง เป็นเรื่องใหม่ที่เพิ่งเกิดขึ้นในกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญของประเทศไทย เพราะรัฐธรรมนูญหลายฉบับก่อนหน้านี้ไม่เคยมีการบัญญัติเนื้อหาเกี่ยวกับการกำหนดกระบวนการปฏิรูปประเทศและการสร้าง
ความปรองดอง จนกระทั่ง กมธ.ยกร่างฯ ของอาจารย์บวรศักดิ์ได้กำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญมีบทบัญญัติเรื่องดังกล่าวขึ้นมาเป็นครั้งแรก
ไม่คาดคิดว่าเนื้อหาที่ว่าด้วยการปฏิรูปและการปรองดองจะกลายเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญเวอร์ชั่นบวรศักดิ์ถูกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ลงมติคว่ำแบบไม่ไยดี ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการมีคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปและการปรองดองแห่งชาติ (คปป.) ในร่างรัฐธรรมนูญ คือ ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยต้องมาเริ่มการร่างรัฐธรรมนูญใหม่
โดยมีความเป็นไปได้สูงที่ กรธ.อาจจะให้คงคณะกรรมการในรูปแบบ คปป.ไว้ตามเดิม เพื่อเป็นหน่วยงานสำคัญในการสานต่อการปฏิรูปประเทศ แต่จะไม่ให้มีอำนาจพิเศษสำหรับการแก้ไขวิกฤตเหมือนที่ คปป.ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับเก่าได้ให้เอาไว้
ประเด็นร้อนทั้งสี่ประเด็นที่อยู่ในมือ กรธ.ที่กำลังจะมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตพอสมควร หาก กรธ.เขียนเนื้อหาที่ทำให้ทุกฝ่ายพอใจได้ในระดับหนึ่ง การทำประชามติในปี 2559 ก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่หากไม่เป็นเช่นนั้นย่อมมีผลให้การเมืองไทยอยู่ในภาวะจุดเดือดอีกครั้งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้







