
ปปช.แถลงเชือดคดีใหญ่วันนี้
กล้านรงค์แย้มมีแต่เรื่องบิ๊ก ชี้ยังไม่ฟันคดีเอสเอ็มเอส
โพสต์ทูเดย์
— ป.ป.ช. แถลงผลการดำเนินงานรอบ 6 เดือน“กล้านรงค์” แย้มมีฟันคดีใหญ่กว่า “เอสเอ็มเอส”นายกล้านรงค์ จันทิก กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เปิดเผยว่า ในวันที่ 16 ก.ค. จะแถลงผลการดำเนินงานของ ป.ป.ช. ในรอบ 6 เดือน และจะมีการชี้มูลเรื่องใหญ่ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนหลายคดี นอกจากคดีเอสเอ็มเอสแล้ว ยังมีคดีที่ใหญ่กว่านั้น ซึ่งเตรียมแถลงในคราวเดียวกัน
“
คำร้องในหลายๆ ประเด็นยังไม่เสร็จสิ้น ซึ่งแต่ละเรื่องถือเป็นเรื่องใหญ่ๆ ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน หากไม่เสร็จครบแล้วรีบแถลงเกรงจะไม่สมบูรณ์ ดังนั้นต้องขอเลื่อนการแถลงจากวันที่ 15 ก.ค. มาเป็นวันที่ 16 ก.ค.” นายกล้านรงค์ กล่าวสำหรับคดีเอสเอ็มเอสนั้น นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สว.สรรหา ยื่นขอถอดถอนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เเละนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง ในข้อหากระทำผิด พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มาตรา 103 ที่ขอความร่วมมือให้บริษัทเอกชนส่งเอสเอ็มเอสถึงประชาชน 17.2 ล้านเลขหมาย โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย อันถือเป็นการรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์ที่มีมูลค่าเกิน 3,000 บาท
อย่างไรก็ตาม การประชุม ป.ป.ช. ในวันที่ 16 ก.ค. จะพิจารณาเพียงขั้นตอนเบื้องต้นว่าคดีมีมูลหรือไม่ ยังไม่ได้เป็นการชี้มูลขั้นสุดท้าย โดยมีแนวทางพิจารณา 3 แนวทาง คือ 1.ถ้าเห็นว่าการรวบรวมพยานหลักฐานในช่วงที่ผ่านมายังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ อาจมีความเห็นให้อนุกรรมการไปรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม หลังจากนั้นให้นำเรื่องเข้าที่ประชุมกรรมการพิจารณาอีกครั้ง
2.ถ้าเห็นว่าข้อมูลหลักฐานที่พิจารณาในวันที่ 16 ก.ค. ครบถ้วนแล้ว และเห็นการส่งข้อความสั้นน่าจะเข้าข่ายกระทำความผิด ป.ป.ช. จะต้องเรียกตัวนายอภิสิทธิ์ นายกรณ์ มารับทราบข้อกล่าวหา และแนวทางที่ 3 ถ้ากรรมการ ป.ป.ช. เห็นว่าการรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นไม่มีมูล เรื่องก็ตกไป
นายกรณ์ กล่าวว่า การพิจารณาของ ป.ป.ช. ยังไม่ได้เป็นการชี้มูลความผิด แต่เป็นการเช็กว่ามีมูลเพียงพอหรือไม่ในการสอบสวนต่อไป ซึ่งตนเองมั่นใจในสิ่งที่ทำไปว่าไม่ได้ขัดต่อกฎหมายและไม่มีผลประโยชน์ใดๆ ที่ตกเป็นประโยชน์ของตนเองหรือของนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่ทำไปในขณะนั้นเป็นการกระทำเพื่อสาธารณประโยชน์
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า มีการวิจารณ์ว่าเป็นการรับของกำนัล นายกรณ์ กล่าวว่า ตนเองไม่ได้รับอะไร แต่ประเด็นคือเป็นการส่งในเชิงสาธารณประโยชน์ เพราะข้อความที่ส่ง คือ ขอให้พี่น้องประชาชนเข้ามาร่วมมือกันที่จะขับเคลื่อนประเทศชาติไปข้างหน้า และมีความสมัครสมานสามัคคี







