
ปิดประตู "เหมืองทองคำ"
ผลกระทบจากการที่ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบจึงเท่ากับนโยบายเปิดเหมืองทองคำถูกปิดประตูตายไปไม่มีกำหนด
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐโพสต์ทูเดย์
สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งวงการอุตสาหกรรมเหมืองแร่ทองคำ เมื่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนกรณีทุจริตในการทำเหมืองแร่ทองคำบริเวณพื้นที่ จ.พิจิตร พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ ที่มี วิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. เป็นประธาน
สำหรับต้นสายปลายเหตุที่ทำให้ ป.ป.ช.มีมติตั้งอนุกรรมการไต่สวนฯ ครั้งนี้ เนื่องจากมีตัวแทนประชาชนเข้าร้องเรียนกรณีเหมืองทองคำ จ.พิจิตร พิษณุโลก และ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งสร้างกระทบอย่างรุนแรงต่อสุขภาพประชาชนที่อาศัยอยู่รอบเหมืองแร่ทองคำ จากการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำและนาข้าวมาตั้งแต่ปี 2553 จนมีผู้เสียชีวิตและเจ็บป่วยเป็นจำนวนมาก
ที่สำคัญมีการร้องเรียนว่าการเปิดเหมืองทองคำดังกล่าวอาจเกี่ยวพันกับการทุจริตอนุมัติสัมปทานให้ขุดเหมืองทองคำโดยมิชอบ
"มีพยานหลักฐานเบื้องต้นว่า คณะกรรมการหลักทรัพย์และการลงทุนของออสเตรเลีย (ASIC) พบบริษัทซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ของประเทศออสเตรเลีย และเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทที่จดทะเบียนในประเทศไทย ถูกร้องเรียนว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต โดยมีการโอนเงินจากออสเตรเลียมายังไทย ที่อาจเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการขอใบอนุญาตขุดเหมืองแร่ทองคำและมีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐในประเทศไทย" รายงานข่าวจาก ป.ป.ช. ระบุ
วิชา ย้ำว่า ป.ป.ช.ได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองทอง จึงเข้าไปตรวจสอบและพบข้อมูลจาก ก.ล.ต.ออสเตรเลีย ว่า มีการร้องเรียนกรณีการให้สินบนแก่เจ้าหน้าที่รัฐไทยในการเปิดเหมืองทอง
ต่อมา เกร็ก ฟาวลิส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ซึ่งถือหุ้นใน บริษัท อัครา รีซอร์สเซส คิดเป็นสัดส่วน 48.2% และรับประทานบัตรทำเหมืองแร่ทองคำในพื้นที่ 3 จังหวัดที่มีปัญหา ชี้แจงว่าบริษัทไม่เคยได้สินบนเพื่อให้ได้มาซึ่งใบอนุญาตใดๆ ในการทำเหมืองแร่ และในช่วงกลางปี 2557 ก.ล.ต.ออสเตรเลียได้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนกรณีนี้แล้วและไม่พบความผิดปกติใดๆ
บริษัทจึงเชื่อว่าการสอบสวนได้ดำเนินการจนถึงที่สุดแล้ว
เมื่อตรวจสอบข้อมูลปรากฏว่าบริษัท อัครา รีซอร์เซส หรือเดิมชื่อว่า บริษัท อัครา ไมนิ่ง ได้สัมปทานทำเหมืองทองคำในพื้นที่ 3 จังหวัด คือ จ.พิจิตร พิษณุโลก และ จ. เพชรบูรณ์ โดยชาวบ้านเรียกว่า "เหมืองทองชาตรี" รวม 14 แปลง
ประกอบด้วย 1.เหมืองชาตรีใต้ 5 แปลง พื้นที่ 1,400 ไร่ ได้รับ "ประทานบัตร" เพื่อทำเหมืองทองตั้งแต่ปี 2543 และหมดอายุปี 2563 โดยอนุมัติในช่วงที่มี สุวัจน์ ลิปตพัลลภ เป็น รมว.อุตสาหกรรม
และ 2.เหมืองชาตรีเหนือ พื้นที่ 2,500 ไร่ ที่ได้รับประทานบัตรในปี 2551 และหมดอายุในปี 2571 อนุมัติในช่วง สุวิทย์ คุณกิตติ เป็น รมว.อุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการอนุมัติออกประทานบัตรภายใต้อาชญาบัตรพิเศษเดิม ก่อนที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีมติเมื่อวันที่ 4 ธ.ค. 2550 ให้ชะลอการออก "อาชญาบัตรพิเศษ" ในการสำรวจแร่ทองคำทั้งหมด เพื่อรอผลการศึกษาเกี่ยวกับการทบทวนนโยบายการสำรวจและทำเหมืองแร่ทองคำในประเทศไทย
ส่วน บริษัท ทุ่งคำ ซึ่งอยู่ในเครือของ บริษัท ทุ่งคาฮาเบอร์ ได้รับอนุมัติประทานบัตร 6 แปลง แบ่งเป็นการอนุมัติ 3 แปลงในสมัย สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็น รมว.อุตสาหกรรม อายุประทานบัตรตั้งแต่เดือน ก.ย. 2545-ก.ย. 2570 และอีก 3 แปลงในสมัย สมศักดิ์ เทพสุทิน เป็น รมว.อุตสาหกรรม อายุประทานบัตรเดือน ม.ค. 2546-ม.ค. 2571 แต่ปัจจุบันไม่สามารถดำเนินการทำเหมืองได้ เพราะติดปัญหาการใช้พื้นที่ป่าไม้
ขณะที่ในปัจจุบันมีเอกชนยื่นขออาชญาบัตร 13 ราย แต่ยังไม่มีการอนุมัติจนกว่าการทบทวนนโยบายเปิดเหมืองทองคำจะแล้วเสร็จ
ผลกระทบจากการที่ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบกรณีการให้สินบนกรณีการขอใบอนุญาตเหมืองทองบวกกับการทบทวนนโยบายเปิดเหมืองทองในยุค อรรชกา สีบุญเรือง รมว.อุตสาหกรรม จึงเท่ากับนโยบายเปิดเหมืองทองคำถูกปิดประตูตายไปไม่มีกำหนด







