posttoday
หัวอกของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

หัวอกของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไทย

06 ตุลาคม 2558

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

โดย...สมชาย สกุลสุรรัตน์

ผมคิดอยู่นานก่อนเขียนบทความนี้ว่า ควรหรือไม่ที่จะเขียนถึงปัญหาทางการเงินของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ซึ่งเป็นผู้ประกอบการอุตสาหกรรมเหล็กรายใหญ่อันดับหนึ่งของไทย เพราะเผอิญผมมีส่วนได้ส่วนเสียในบริษัทดังกล่าวในฐานะที่เป็นกรรมการคนหนึ่ง แค่คิดว่าเมื่อบริษัทได้ยื่นคำร้องต่อศาลล้มละลายกลางขอฟื้นฟูกิจการเพราะไม่สามารถชำระเงินกู้ที่เกิดจากการลงทุนในประเทศอังกฤษกว่า 5 หมื่นล้านบาทแล้ว ก็น่าจะนำข้อเท็จจริงบางอย่างที่ทำให้บริษัทไม่สามารถชำระหนี้ได้มาเรียนให้ท่านผู้อ่านได้รับทราบ เพื่อที่จะได้เห็นความยากลำบากในการประกอบธุรกิจของนักอุตสาหกรรมไทยที่พยายามต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของธุรกิจด้วยตัวเอง จนนำมาสู่ปัญหาทางการเงินที่เกิดขึ้น ถึงขั้นต้องขอความคุ้มครองจากศาลเพื่อฟื้นฟูกิจการตามที่ได้ทราบโดยทั่วกัน

บริษัท สหวิริยาสตีลฯ เป็นหนึ่งในกลุ่มธุรกิจที่ประกอบธุรกิจที่เกี่ยวกับเหล็กมานานกว่า 60 ปีแล้ว เริ่มจากการประกอบธุรกิจซื้อขายผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทต่างๆ ต่อมาจึงมาก่อตั้งโรงงานอุตสาหกรรมผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น เหล็กแผ่นเคลือบ เหล็กเส้น และเหล็กรูปพรรณชนิดต่างๆ

ผลิตภัณฑ์เหล็กของบริษัทนั้นเป็นผลิตภัณฑ์เหล็กรีดร้อนที่มีคุณภาพทัดเทียมกับผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากประเทศผู้ผลิตที่เน้นคุณภาพอย่างประเทศญี่ปุ่น และสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่นำเข้าจากบางประเทศที่ส่วนใหญ่เน้นปริมาณการผลิต และการแข่งขันด้านราคา ทำให้บริษัทสามารถขยายกิจการจากธุรกิจปลายน้ำ คือ การขายผลิตภัณฑ์เหล็กประเภทต่างๆ มาเป็นธุรกิจกลางน้ำ คือ การผลิตเหล็กแผ่นรีดร้อนและเหล็กเส้น และการแปรรูปเหล็กรูปพรรณชนิดต่างๆ ที่ใช้ในงานอุตสาหกรรมและการก่อสร้าง จนพัฒนามาเป็นผู้ประกอบการธุรกิจเหล็กรายใหญ่ที่สุดของประเทศ และทำให้ไทยสามารถลดการนำเข้าผลิตภัณฑ์เหล็กจากต่างประเทศได้ปีหนึ่งๆ หลายหมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ตาม เหล็กเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีความผันผวนของราคาสูง (Volatility) การที่บริษัท สหวิริยาสตีลฯ ต้องนำเข้าเหล็กแท่งแบน (Slab) จากต่างประเทศเข้ามารีดเป็นเหล็กแผ่นรีดร้อน หรือเหล็กทรงยาวประเภทต่างๆ นั้น จึงมีความเสี่ยงแฝงอยู่ทั้งในด้านราคาและปริมาณวัตถุดิบ ซึ่งได้แก่ เหล็กแท่งแบนที่จะนำมารีด เพราะนอกจากราคาเหล็กในตลาดโลกจะสูงขึ้นแล้ว ยังเกิดการแข่งขันชิงวัตถุดิบ ทำให้วัตถุดิบขาดแคลนไม่มีวัตถุดิบป้อนโรงงานรีดเหล็กและโรงงานแปรรูปผลิตเหล็กรูปพรรณเพื่อใช้ในประเทศ ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมในประเทศทุกชนิด รวมทั้งการก่อสร้างที่ใช้เหล็กและการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ

ในเชิงธุรกิจความเสี่ยงจากการผันผวนของราคาและปริมาณเหล็ก เป็นความเสี่ยงที่ควบคุมได้เพียงบางส่วน บางปีบริษัทำกำไรได้มากจากการเปลี่ยนแปลงของราคาวัตถุดิบ แต่บางปีก็ขาดทุนจากการเปลี่ยนแปลงนี้เช่นเดียวกัน ทำให้บริษัทพยายามที่จะทำธุรกิจให้ครบวงจร คือ การทำธุรกิจต้นน้ำ

สำหรับธุรกิจเหล็ก อุตสาหกรรมต้นน้ำของอุตสาหกรรมนี้ได้แก่ การตั้งโรงงานถลุงเหล็กเพื่อถลุงสินแร่เหล็กเป็นเหล็กแท่งแบนสำหรับนำไปรีดให้เป็นแผ่น หรือเป็นรูปทรงยาว เพื่อนำไปใช้ในงานก่อสร้างหรืองานอุตสาหกรรมประเภทต่างๆ

ความจริงปัญหาทางการเงินของบริษัท สหวิริยาสตีลฯ ขณะนี้ เกิดขึ้นจากแนวความคิดในการประกอบอุตสาหกรรมหนักที่เป็นสินค้าโภคภัณฑ์อย่างเหล็ก ว่า ถ้าจะทำให้ธุรกิจสามารถบริหารต้นทุน และสามารถแข่งขันในระดับโลกได้จะต้องทำธุรกิจให้ครบวงจรนั่นเอง

ประเทศไทยเคยมีแผนพัฒนาให้ประเทศมีอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรเมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว และบริษัท สหวิริยา ได้รับการคัดเลือกจากภาครัฐให้เป็นผู้ดำเนินการพัฒนาพื้นที่ใน อ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ให้จัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรขึ้น บริษัทจึงได้ตั้งโรงงานเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กแผ่นรีดเย็น และเหล็กแผ่นเคลือบสังกะสีขึ้น พร้อมกับการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกในบริเวณดังกล่าว เพื่อรองรับการนำเข้าและส่งออกของวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์เหล็กสำหรับกลุ่มโรงงานดังกล่าว และต่อมาได้ยื่นขออนุญาตตั้งโรงงานถลุงเหล็กในบริเวณนั้นด้วย เพื่อให้เป็นนิคมอุตสาหกรรมเหล็กครบวงจรตามแผนงานที่ได้รับการส่งเสริมจากทางราชการ

อย่างไรก็ดี บริษัทไม่สามารถตั้งโรงงานถลุงเหล็กได้ตามแผน เนื่องจากได้ถูกต่อต้านว่า การสร้างโรงงานถลุงเหล็กจะทำให้เกิดภาวะกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในบริเวณนั้น ทำให้บริษัทไม่สามารถดำเนินธุรกิจให้ครบวงจรได้ตามแผนงาน ทั้งๆ ที่ได้ลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานไว้เพื่อการรองรับโรงงานถลุงเหล็กไปแล้วเป็นจำนวนเงินหลายพันล้านบาท เช่น ท่าเรือน้ำลึก ที่ได้กล่าวไปแล้วเบื้องต้น ซึ่งเป็นท่าเรือแห่งเดียวในประเทศที่สามารถรองรับเรือบรรทุกสินค้าระวางบรรทุกถึง 2 แสนตัน

เนื่องจากปัญหาดังกล่าว บริษัท สหวิริยาสตีลฯ จึงได้ตัดสินใจลงทุนซื้อโรงงานถลุงเหล็กในประเทศอังกฤษ โดยคำนวณว่า ราคาที่ซื้อโรงงานเก่ามาบวกกับการลงทุนปรับปรุงเตาถลุงและเครื่องจักรต่างๆ ทำให้บริษัทสามารถผลิตเหล็กแท่งแบนเพื่อจำหน่ายในประเทศอังกฤษและในยุโรป อเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ และนำมาใช้เป็นวัตถุดิบป้อนโรงงานเหล็กรีดร้อนในประเทศได้ เพื่อแก้ไขปัญหาความผันผวนของราคาและปริมาณวัตถุดิบที่เรื้อรังมานาน เพราะไม่สามารถตั้งโรงงานถลุงเหล็กในประเทศไทยได้

ความผิดพลาดของการลงทุนในประเทศอังกฤษ เมื่อประมาณ 4 ปีที่แล้ว คือ บริษัทลงทุนเมื่อราคาเหล็กแท่งแบนในตลาดโลกสูงถึงประมาณตันละ 600 เหรียญสหรัฐ จึงคาดว่าจะมีรายได้จากการขายเพียงพอที่จะจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับธนาคารที่กู้เงินมาลงทุนได้ แต่ปรากฏว่า ตั้งแต่มีการลงทุนมาราคาเหล็กในตลาดโลกได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันเหลืออยู่เพียงตันละ 250 เหรียญสหรัฐ จึงทำให้ผลประกอบการของโรงงานถลุงเหล็กของบริษัทที่อังกฤษขาดทุนอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้บางช่วงสั้นๆ จะสามารถทำกำไรก่อนหักภาษีเงินได้ ค่าเสื่อม และค่าดอกเบี้ย เมื่อราคาเหล็กปรับตัวขึ้น

สาเหตุที่ทำให้ราคาเหล็กในตลาดโลกตกลงอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อนในเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา คงเป็นเหตุผลเดียวกับราคาของสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ เช่น น้ำมัน ถ่านหิน ยางพารา เป็นต้น เพราะในเวลาหลายปีที่ผ่านมา จีนได้กลายเป็นผู้บริโภคสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ของโลก ซึ่งผลักดันให้ราคาสินค้าเหล่านี้ทะยานขึ้น และผู้ประกอบการในจีนเองก็ตั้งโรงงานถลุงเหล็กขึ้นมาจึงกลายเป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ที่สุดของโลก เมื่อความต้องการในประเทศลดลงก็ส่งผลให้ต้องนำสินค้าส่งออกไปขาย กับอีกสาเหตุหนึ่งคือ การที่ประเทศรัสเซียผู้ผลิตเหล็กรายใหญ่อีกรายหนึ่งของโลก ถูกชาติตะวันตกแซงชั่น ทำให้ค่าเงินรูเบิ้ลลดค่าลง เศรษฐกิจถดถอย จึงเร่งส่งสินค้าที่ยังพอขายได้ เช่น เหล็ก ออกไปขายทำให้เหล็กจากจีนและรัสเซียท่วมตลาดโลก ทำให้ผู้ประกอบการโรงงานถลุงเหล็กขนาดใหญ่ทั้งในสหรัฐ จีน อังกฤษ บราซิล และอีกหลายประเทศต้องปิดตัวเองลง

ท้ายสุด โรงงานถลุงเหล็กของสหวิริยาสตีลฯ ซึ่งเป็นโรงงานถลุงเหล็กที่ใหญ่ที่สุดของอังกฤษก็จำเป็นต้องปิดตัวเองลงไปเช่นกัน หลังจากที่ได้ใช้ความพยายามลดต้นทุนการผลิต และขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลอังกฤษ แต่ก็ไม่ประสบผลสำเร็จ

บทเรียนจากกรณีนี้คือ ถึงแม้ผู้ประกอบการจะมีประสบการณ์ในธุรกิจนี้มานานกว่า 60 ปี แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะความผันผวนของธุรกิจโลกในยุคปัจจุบันที่โยงใยกันหมด และอยู่นอกเหนือการควบคุมของผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่งในประเทศใดประเทศหนึ่ง

ส่วนอีกบทเรียนหนึ่ง คือ ในอนาคตถ้ารัฐจะส่งเสริมให้ผู้ประกอบธุรกิจเอกชนลงทุนในอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แล้ว ต้องให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินการตามแผนที่ได้รับได้ แทนที่จะปล่อยให้ผู้ประกอบการต้องดิ้นรนขวนขวายช่วยตัวเองหลังจากที่ได้ลงทุนไปแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท