
ทองคำขาขึ้น เฟดชะลอดอกเบี้ย โลกแห่ตุน
โดย...ธนพล ไชยภาษี
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เป็นที่น่าสังเกตว่าราคาทองคำในตลาดโลกเริ่มขยับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การส่งสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เมื่อปลายเดือน ต.ค.ว่าจะยังไม่มีการขึ้นดอกเบี้ย กล่าวได้ว่าเป็นการผ่อนคลายแรงกดดันที่เกิดขึ้นกับราคาทองคำได้อย่างชัดเจน
ราคาทองคำที่สิงคโปร์เมื่อศุกร์ที่ผ่านมานั้น ราคาได้ปรับขึ้นไปถึง 2.2% ไปอยู่ที่ราวๆ 1,137.94 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์ ขณะที่ในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมานั้น ราคาทองคำที่ตลาดไนเมกซ์ปรับขึ้นมาได้ทั้งสิ้นราว 1.2% ถือเป็นทิศทางขาขึ้นครั้งแรกในรอบหลายเดือน
แน่นอนว่าปฏิกิริยาของราคาทองคำนั้นมีความอ่อนไหวต่อความเคลื่อนไหวของดอกเบี้ยมากที่สุด เมื่อไหร่ที่มีการขึ้นอัตราดอกเบี้ย เมื่อนั้นจะทำให้ราคาทองคำถูกมองข้ามไป แต่ในขณะนี้ธนาคารกลางสหรัฐยังคงชะลอการขึ้นดอกเบี้ยเอาไว้ก่อน จึงทำให้นักลงทุนหันกลับไปมองว่าทองคำในฐานะแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยในช่วงที่เศรษฐกิจโลกย่ำแย่ และยังมีความไม่แน่นอนจากความลังเลของธนาคารกลางสหรัฐต่อการขึ้นอัตราดอกเบี้ยด้วย
ยิ่งไปกว่านั้นจากการเปิดเผยรายงานตัวเลขการจ้างงานในเดือน ก.ย.ของสหรัฐ ซึ่งปรากฏว่าเศรษฐกิจสหรัฐสามารถสร้างตำแหน่งงานในเดือนดังกล่าวได้ที่ 1.42 แสนตำแหน่ง ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 2.01 แสนตำแหน่ง อีกทั้งยังมีการจ้างงานในเดือน ส.ค.ก็ถูกปรับใหม่ลงมาอยู่ที่ 1.36 แสนตำแหน่ง จากเดิมที่ 1.73 แสนตำแหน่ง จากเมื่อครั้งการประกาศก่อนหน้า ยิ่งทำให้การตัดสินใจขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐนั้นอาจจะต้องชะลอต่อไปอีกอย่างแน่นอน
ในขณะนี้มีนักลงทุนและนักเศรษฐศาสตร์ที่เชื่อว่าธนาคารกลางสหรัฐจะเริ่มปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังการประชุมในเดือน ต.ค. ระหว่างวันที่ 27-28 นี้ เพียง 10% เท่านั้น สัญญาณเหล่านี้ล้วนแต่บ่งบอกได้ชัดเจนว่าอย่างน้อยที่สุดราคาทองคำก็จะยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นในระยะสั้นๆ นี้ จนกว่าเมื่อไหร่ก็ตามที่ธนาคารกลางสหรัฐจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั่นเอง ซึ่งอย่างเร็วที่สุดก็คือในเดือน ธ.ค. เมื่อคณะกรรมการผู้กำหนดนโยบายของเฟดจะประชุมกันอีกครั้งหนึ่ง
และที่ต้องจับตากันก็คือ ถ้าสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐยังคงน่าผิดหวังต่อไป ก็อาจจะมีสิทธิที่เฟดอาจจะเลื่อนการขึ้นดอกเบี้ยไปปีหน้าได้
อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพิจารณาถึงสภาพของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบันต้องยอมรับว่า ไม่ใช่เพียงแต่ปัจจัยจากธนาคารกลางสหรัฐเท่านั้นที่กำลังส่งผลต่อราคาทองคำในปัจจุบันนี้ ยังมีปัจจัยจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งหลายประเทศเริ่มที่จะหันมาสะสมทองคำกันมากขึ้น โดยเฉพาะจีนและอินเดียยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ความต้องการทองคำในตลาดโลกนั้นเพิ่มมากขึ้น
ทั้งนี้ จากภาวะตกต่ำของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกที่กำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่อันตรายล่าสุดต่อเศรษฐกิจโลกนั้นได้ฉุดสถานะของบรรดากลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นย่ำแย่ลง การลงทุนในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์เริ่มขาดความเชื่อมั่น และทองคำก็กำลังถูกเลือกให้เป็นแหล่งลงทุนที่ปลอดภัยกว่าในระยะนี้
เพราะต้องไม่ลืมว่า แม้ว่าการลงทุนในทองคำจะไม่มีดอกเบี้ย แต่กระนั้นทองคำก็เป็นสิ่งที่จับต้องได้และมีมูลค่าในระยะยาว
ความวิตกกังวลต่อการชะลอตัวของจีนได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงจากภาคเหมืองแร่ ซึ่งทำให้ความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์นั้นลดลง สินค้าประเภทโลหะต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทองแแดง หรือประเภทอื่นๆ นั้นปรับลดแตะระดับที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจเป็นต้นมาทีเดียว ราคาหุ้นของบริษัทเหมืองแร่ในขณะนี้เรียกได้ว่าหดตัวลงอย่างฟรีฟอลล์ หรือรั้งไม่อยู่เลยทีเดียว
ขณะที่อีกปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ ทองคำเริ่มกลับมาเป็นที่ต้องการมากขึ้นในบางประเทศ โดยจะเห็นได้ว่ามีการนำเข้าทองคำจากฮ่องกงเข้าสู่จีนแผ่นดินใหญ่มากขึ้น แม้ว่าเศรษฐกิจจีนจะเข้าสู่โหมดเชื่องช้าก็ตาม
วอลสตรีท เจอร์นัล รายงานว่า การนำเข้าทองคำจากฮ่องกงสู่จีนนั้นมีปริมาณแตะ 1,891 ตัน แล้วในปีนี้ ซึ่งมากกว่าช่วงเดียวกันของปีที่แล้วที่ 560.9 ตัน
การนำเข้าที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนั้นถือว่าเป็นการตอบสนองต่อความต้องการทองคำในจีนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นความต้องการจากนักลงทุนที่ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ที่ปลอดภัยมากกว่า หลังจากที่ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นจีนนั้นเกิดความผันผวน เปราะบาง และไม่แน่นอนอย่างรุนแรง
ขณะที่ภาครัฐจีนเองนั้นก็กำลังอยู่ในระหว่างการสร้างความหลากหลายของทุนสำรองระหว่างประเทศ ด้วยการลดการถือพันธบัตรสหรัฐลง และหันไปเพิ่มสัดส่วนทองคำมากขึ้นกว่าเดิม
ทางด้านเว็บไซต์ Mining.com รายงานด้วยว่า อินเดีย ซึ่งเป็นตลาดทองคำที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นอันดับ 2 รองจากจีนนั้นมีการนำเข้าทองคำเพิ่มมากขึ้นในเดือน ส.ค. เป็นสองเท่าทีเดียวไปอยู่ที่ 140 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 4,950 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับเดือน ก.ค. ซึ่งมีการนำเข้าเพียง 89 ตันเท่านั้น
นอกจากนั้น ยังมีธนาคารกลางอีกหลายประเทศที่ฉวยโอกาสในระยะที่ราคาทองคำมีราคาถูกลงในช่วงนี้เริ่มการกลับมาสะสมทองคำกันอีกครั้ง อย่างเช่น ธนาคารกลางรัสเซียและธนาคารกลางคาซัคสถาน เป็นต้น
ดังนั้น จะเห็นได้ว่า แม้ว่าปัจจัยจากความเคลื่อนไหวของอัตราดอกเบี้ยจะส่งผลกระทบต่อราคาทองคำมากที่สุด แต่กระนั้นก็ยังมีนักวิเคราะห์และนักเศรษฐศาสตร์จำนวนไม่น้อย ที่กำลังเห็นว่าแม้ว่าอัตราดอกเบี้ยของเฟดอาจจะปรับขึ้นจริงในปีนี้ แต่ราคาทองคำก็ไม่น่าจะได้รับผลกระทบรุนแรงเกินไป เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจโลกที่ย่ำแย่ รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ทรุดตัวลงต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าที่จะฟื้นตัวได้ในเร็วๆ นี้ ประกอบกับที่ธนาคารกลางของหลายประเทศฉวยโอกาสกักตุนทองคำมากขึ้นในช่วงที่ราคาทองคำมีราคาถูก
ปัจจัยเหล่านี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของราคาทองคำที่จะกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นได้บ้างในระยะสั้นๆ นี้ แม้ว่าจะไม่ร้อนแรงเหมือนในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมานี้ก็ตาม
ส่วนในระยะยาวก็ต้องจับตากันต่อไปว่า ความต้องการทองคำในตลาดโลกนั้นจะกลับมาร้อนแรงพอที่ราคาจะต้านทานแรงกดดันจากสภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ภายหลังจากที่ธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นดอกเบี้ยหลังจากปลายปีนี้ได้มากแค่ไหนกัน...!







