posttoday
คำมั่น "จักรทิพย์ ชัยจินดา" ปลุกสามัคคีพี่น้องสีกากี

คำมั่น "จักรทิพย์ ชัยจินดา" ปลุกสามัคคีพี่น้องสีกากี

05 ตุลาคม 2558

"ผมเองก็คิดว่าอยู่ไม่ถึงเกษียณอยู่แล้ว ในสภาวะการเมืองแบบนี้ แต่วันนี้ผมก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผมนะ ผมทำเพื่อองค์กร"

โดย...วัสยศ งามขำ

ด้วยความครบเครื่องทั้ง “บุ๋น” และ “บู๊” ของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ป้ายแดง “ชื่อ-ชั้น” เป็นที่ยอมรับในแวดวงการเมือง ตำรวจ ทหาร และภาคธุรกิจ ผ่านประสบการณ์การทำงานในหลายหน่วยงานสำคัญๆ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ไม่ว่าจะเป็นงานด้านกำลังพล ปฏิบัติการพิเศษ สอบสวนกลาง กฎหมาย ไปจนถึงการคุมหน่วยกำลังระดับภูธรจังหวัด นครบาล และตรวจคนเข้าเมือง ผ่านคดีสำคัญมานับไม่ถ้วน ทั้งการจับตายแก๊งโจรกรรมรถในพื้นที่ จ.ปราจีนบุรี 7 คน คดีปล้นปืนค่ายทหารพัฒนา จ.นราธิวาส

พล.ต.อ.จักรทิพย์ เปิดใจหลังรับตำแหน่ง ผบ.ตร. ว่า ที่ผ่านมาภาพลักษณ์ตำรวจที่เสียหายเกิดจาก 2 ประการ คือ พนักงานสอบสวนที่ไม่รับแจ้งความ และตำรวจจราจร ในฐานะที่โตมาจากหน่วยปฏิบัติมาตลอด ภาพตำรวจที่เป็นภัยคุกคามต่อองค์กรเรื่องแรกคืองานสอบสวน เช่น การแจ้งความต้องใช้เส้นเลย ทำให้ประชาชนเสียความรู้สึก ต่อไปเมื่อไปโรงพักต้องไม่มีใครฝาก กรณีนี้จะให้หัวหน้าหน่วยที่เป็นผู้บัญชาการ ผู้บังคับการ ผู้กำกับการ เพราะสัมผัสประชาชนโดยตรง เหมือนงานจราจรก็ควรใช้วิธีว่ากล่าวตักเตือน ซึ่งหัวหน้าหน่วยต้องปรับทัศนคติเพื่อให้ตำรวจเป็นที่รักของประชาชน

“เพราะต้นทุนตำรวจมันต่ำ ผมจึงทุ่มเทเพื่อเรียกศรัทธาคืนมา อะไรที่เป็นภาพลบ ผมพยายามจะลดภาพเหล่านั้นลง ผมเชื่อว่าถ้าตำรวจเลวมากกว่าดีมันเจ๊งไปนานแล้ว เพียงแต่มันอาจมีสัก 10-15% ที่ต้องแก้ไขให้ได้ เพราะฉะนั้นคนที่หนักที่สุดคือ ผู้บัญชาการ ผู้การ ผู้กำกับ เป็นตัวหลักที่จะแก้ไขปัญหาตรงนี้ เพื่อนำชื่อเสียงกลับคืนมา ส่วนเรื่องการวัดผลของตำรวจนั้นต้องดูความพึงพอใจ โดยมีจเรตำรวจคอยตรวจสอบ”

แม่ทัพสีกากี กล่าวด้วยว่าไม่ค่อยห่วงเรื่องการชุมนุมทางการเมือง เพราะตอนนี้มีพระราชบัญญัติที่เกี่ยวกับการชุมนุมออกมาช่วยตำรวจในการทำงาน ต่อไปนี้จะเดินขบวนไปไหนต้องแจ้งก่อน และได้ประชุมตำรวจให้ศึกษา พ.ร.บ.การชุมนุมให้เข้าใจว่ามีอะไรบ้าง ในส่วนของกองบัญชาการ หรือกองบังคับการ ให้ไปเตรียมความพร้อมในเรื่องคน อาวุธยุทโธปกรณ์

สำหรับปัญหาความแตกแยกภายในองค์กรตำรวจ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่า จะเน้นเสริมสร้างความสามัคคี โดยจะรวบรวมพี่น้องตำรวจให้กลับมาทำงานด้วยกันให้ได้เหมือนเดิม เหมือนภาษิตจีนที่ว่า “อยู่กันนานๆ ก็จะแตก แตกกันนานๆ ก็จะมารวมกัน” สังคมมันเป็นแบบนี้

“วันนี้ถึงวันที่จะต้องมารวมกันแล้ว โดยผมเป็นผู้นำจะเดินบอกพี่ๆ ทุกคน กลับมาทำงานเชื่อว่าสามารถโน้มน้าวพูดจาให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติทุกคนที่เป็นรุ่นพี่กลับมาทำงานได้”

จากเส้นทางรับราชการที่เติบโตแบบก้าวกระโดดของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ กับการนั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.ที่เหลืออายุราชการกว่า 5 ปี เจ้าตัวยอมรับว่า เปรียบเสมือนนักกีฬา เมื่อลงเล่นแล้วก็เล่นเต็มที่ เจ็บก็ออก หมดเวลาก็กลับบ้าน ไม่รู้หมดเวลาเมื่อไหร่ อาจจะปีหรือสองปี ไม่ยึดติด ถ้าต้องออกก็เปลี่ยนตัวได้ ไม่มีปัญหา ถ้าทำดีเล่นเต็มที่ก็ต้องให้ความเป็นธรรมด้วย

แน่นอนว่ามีคนตั้งคำถามมากมายว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ คงได้นั่งเก้าอี้ ผบ.ตร.ไม่ถึงเกษียณอายุราชการ

“ผมเองก็คิดว่าอยู่ไม่ถึงอยู่แล้ว ในสภาวะการเมืองแบบนี้ แต่วันนี้ผมก็ต้องทำให้ดีที่สุด ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผมนะ ผมทำเพื่อองค์กร คดีทุกคดีที่ผมทำ ผมไม่ได้ทำเพื่อตัวผม ผู้บังคับบัญชาสั่งผมก็ทำเป็นหน้าที่ เพราะฉะนั้นวันหนึ่งที่ผมมาเป็นผู้นำแล้ว ถ้าผมไม่ทำคือ ผมแย่ ผมไม่รักองค์กร”

ผบ.ตร. สำทับอีกว่า การทำงานกับรัฐบาลทหารที่ผ่านมามีอิสระตลอด เพราะเขาอยู่แบบทหารไม่ก้าวก่ายให้หัวหน้าหน่วยเสนอได้อิสระ ส่วนในมิติการเมืองก็อีกอย่างหนึ่ง การเมืองเป็นเรื่องผลประโยชน์ คือจำกัดความได้แค่นี้ บางคนหาว่าตนเองโตมาจากการเมือง บางคนก็บอกว่าโตจากทหาร โดนโจมตีอย่างหนักแต่ไม่เป็นไร ไม่ได้มีศัตรูกับใคร ใครใช้ก็ทำให้หมด

ส่วนการทำงานช่วงรัฐบาลปกติกับรัฐบาลทหาร พล.ต.อ.จักรทิพย์ ระบุว่า พยายามทำตัวเป็นตำรวจอาชีพ คือใครมาเป็นรัฐบาล ถ้าเลือกใช้คนนี้ก็พยายามจะอยู่ตรงนั้นให้ได้เท่านั้นเอง ฝ่ายทหารก็ชัดเจนไม่ได้แทรกแซง เรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายก็ไม่น่ามีปัญหาชี้แจงได้

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ได้วางนโยบายบริหารราชการไว้ 6 ประการ ประกอบด้วย 1.การพิทักษ์ ปกป้อง เทิดพระเกียรติ เพื่อแสดงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ 2.รักษาความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยในสังคม 3.การป้องกันปราบปรามและลดระดับอาชญากรรม 4.การแก้ไขปัญหายาเสพติดทุกมิติ 5.เร่งรัดการขับเคลื่อนการปฏิรูปองค์กรตำรวจในยุคประชาคมอาเซียน และ 6.สร้างความสามัคคีและบำรุงขวัญข้าราชการตำรวจ โดยมอบหมายให้รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาการ ผู้บังคับการนำไปปฏิบัติ โดยจะมีรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเป็นผู้ที่คอยกำกับดูแล ควบคุม สั่งการ และแนะนำให้แต่ละหน่วยนำไปขับเคลื่อนในทิศทางเดียวกัน

“การปราบปรามและลดระดับอาชญากรรมหมายความว่า ทุกวันนี้คดีมันเยอะมาก อยากให้ทุกหน่วยลดระดับให้ได้จะด้วยวิธีใดก็แล้วแต่ แต่ไม่ใช่เป็นการลดตัวเลข จะมีการควบคุมโดยรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติที่คุมหน้างานอยู่ในคดี 5 กลุ่ม คือ คดีอุกฉกรรจ์และสะเทือนขวัญ คดีความผิดต่อชีวิตร่างกายและเพศ คดีเกี่ยวกับทรัพย์ คดีที่กระทำความผิดเป็นกลุ่มแก๊ง และคดีความผิดต่อรัฐ โดยมีการติดตามการทำงานของกองบัญชาการก็ดี ทุกกองบังคับการก็ดี ผมเชื่อว่าจะสามารถลดระดับอาชญากรรมลงได้ในทุกมิติ ผมเชื่อว่า 75% เกิดจากยาเสพติด เมื่อไปกดดันตรงนี้ ตัวนี้ย่อมลดลง” แม่ทัพสีกากี ระบุ

ท้ายสุด พล.ต.อ.จักรทิพย์ บอกด้วยว่า ไม่มีเรื่องอะไรที่ต้องหนักใจ จากนี้มีภารกิจหลัก 2 ประการ คือ เป็นแกนแห่งความสามัคคีและชี้นำทิศทางที่ถูกต้องแก่ข้าราชการตำรวจ เพื่อบรรลุสู่อุดมการณ์อันสูงส่ง

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี