ในหลวงรับสั่งเตรียมแหล่งน้ำช่วยประชาชนเผชิญภัยแล้ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้เตรียมแหล่งน้ำ-แก้มลิงในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนรับภัยแล้ง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รับสั่งให้เตรียมแหล่งน้ำ-แก้มลิงในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศให้ความช่วยเหลือประชาชนรับภัยแล้ง
เมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ โรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลพลาซา ลาดพร้าว กทม.นายสุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ในฐานะประธานกรรมการมูลนิธิอุทกพัฒน์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยหลังเป็นประธานในพิธีมอบรางวัลนวัตกรรมข้าวไทย ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีรับสั่งให้มูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ เตรียมแหล่งน้ำและแก้มลิงในโครงการพระราชดำริทั่วประเทศรวมทั้งโครงการที่มูลนิธิอุทุกพัฒน์ฯ ร่วมกับกองทัพบก ในโครงการป้องกัน แก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งและการจัดการทรัพยากรน้ำชุมชนตามแนวพระราชดำริ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนในช่วงสิ้นฤดูฝนซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วัน เพราะขณะนี้ค่อนข้างเป็นที่แน่นอนแล้วว่าประเทศไทยจะประสบกับปัญหาภัยแล้งรุนแรง เนื่องจากขาดน้ำ แม้จะมีฝนตกจากอิทธิพลของพายุ “มูจีแก” ที่ทำ ให้ฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของประเทศตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่กลับไม่ได้ส่งผลต่อการกักเก็บน้ำในเขื่อนหลักเลย เพราะฝนไม่ตกในเขื่อน
นายสุเมธ กล่าวต่อว่า โดยตั้งแต่วันที่ 2 ต.ค.เขื่อนภูมิพล มีน้ำไหลเข้าเพียง 12.38 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 29.52 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 5.89 ล้านลบ.เมตรและเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 4.56 ล้าน ลบ.เมตร วันที่ 3 ต.ค. เขื่อนภูมิพล มีน้ำไหลเข้า 9.50 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 24.33 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนแควน้อยฯ 4.89 ล้าน ลบ.เมตรและเขื่อนป่าสักฯ 6.10 ล้าน ลบ.เมตร วันที่ 4 ต.ค.เขื่อนภูมิพล มีน้ำไหลเข้า 12.01 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 26.16 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนแควน้อยฯ 6.50 ล้าน ลบ.เมตรและเขื่อนป่าสักฯ 6.86 ล้าน ลบ.เมตร และวันที่ 5 ต.ค.เขื่อนภูมิพล มีน้ำไหลเข้า 16.54 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ 24.49 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนแควน้อยฯ 7.4 ล้าน ลบ.เมตรและเขื่อนป่าสักฯ 9.20 ล้าน ลบ.เมตร แต่ทั้ง 4 เขื่อนสามารถใช้น้ำได้น้อยมาก เขื่อนภูมิพล มีน้ำใช้การได้เพียง 7% คือ 957 ล้าน ลบ.เมตร จากปริมาณน้ำ 4,757 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ มีน้ำใช้การได้เพียง 17% คือ 1,663 ล้าน ลบ.เมตร จากปริมาณน้ำ 4,513 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนแควน้อยฯ มีน้ำใช้การได้เพียง 30% คือ 280 ล้าน ลบ.เมตร จากปริมาณน้ำ 323 ล้าน ลบ.เมตรและเขื่อนป่าสักฯ มีน้ำใช้การได้เพียง 29% คือ 282 ล้าน ลบ.เมตรจากปริมาณน้ำ 285 ล้าน ลบ.เมตร
ประธานมูลนิธิอุทกพัฒน์ฯ กล่าวอีกว่า ที่สำคัญ เมื่อเทียบปริมาณน้ำใน 4 เขื่อนหลักกับปี 2557 พบว่าปริมาณน้ำปีนี้น้อยมาก คือมีแค่ 3,182 ล้าน ลบ.เมตร ส่วนปี 2557 มีน้ำถึง 5,968 ล้าน ลบ.เมตร ต่างกันถึง 2,786 ล้าน ลบ.เมตร โดยปี 2557 เขื่อนภูมิพลมีน้ำ 5,621 ล้าน ลบ.เมตร ปี 2558 มีน้ำ 4,757 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนสิริกิติ์ ปี 2557 มีน้ำ 5,600 ล้าน ลบ.เมตร ปี 2558 มีน้ำ 4,513 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนแควน้อยฯ ปี 2557 มีน้ำ 711 ล้าน ลบ.เมตร ปี 2558 มีน้ำ 323 ล้าน ลบ.เมตร เขื่อนป่าสักฯ ปี 2557 มีน้ำ 748 ล้าน ลบ.เมตร ปี 2558 มีน้ำ 285 ล้าน ลบ.เมตร
ขณะที่ฤดูฝนเหลือเพียง 27 วัน จะเอาน้ำมากจากไหน คงต้องรอปาฎิหารย์อย่างเดียว เพราะภาคเหนือฝนใกล้หมดและเริ่มหนาวแล้วเช่นเดียวกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลาง ซึ่งถ้าโชคดีมีพายุเข้าน้ำก็จะได้แค่เขื่อนอุบลรัตน์กับเขื่อนป่าสักฯ ดังนั้น ปริมาณน้ำจาก 4 เขื่อนหลักที่มีแค่ 3,182 ล้านลบ.เมตรหรือโชคดีก็อาจจะได้เพิ่มเป็น 3.5 ล้าน ลบ.เมตร เดือดร้อนแน่ เพราะขนาดปี 2557 มีปริมาณน้ำถึง 6 ล้าน ลบ.เมตร ยังเกิดปัญหาขาดน้ำดิบเพื่อผลิตน้ำประปาและภัยแล้งในจังหวัดภาคกลาง ที่ชัดเจนคือการแย่งน้ำที่ จ.ปทุมธานีและสระบุรี จนต้องเปิด“สระเก็บน้ำพระราม 9” โครงการพระราชดำริ ของมูลนิธิชัยพัฒนากับโครงการแก้มลิงทะเลสาบบ้านหมอ ต.สร่างโศก อ.บ้านหมอ จ.สระบุรี ช่วยเหลือประชาชน ดังนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงทรงห่วงปัญหาภัยแล้งโดยทรงให้เตรียมแหล่งน้ำและแก้มลิงในโครงการพระราชดำริไว้รองรับความเดือดร้อนของประชาชน
เมื่อถามว่าปัญหาภัยแล้งเกิดจากสาเหตุใด นายสุเมธ กล่าวว่า เกิดจากการบริหารจัดการผิดพลาด ที่ผ่านมาทุกปีหลังฤดูฝน ประเทศไทยจะมีปริมาณน้ำต้นทุนไม่ต่ำกว่า 8 - 9 พันล้านลบ.เมตรหรือบางปีมีถึง 1.2 หมื่นล้านลบ.เมตร แต่ในช่วง 3 - 4 ปีที่ผ่านมา น้ำต้นทุนมีน้อยมาก เพราะมีการระบายน้ำเกินแผน เป็นต้น ซึ่งไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมต้องระบายเกินแผน ขณะที่คู คลอง หนอง บึง ก็ไม่ได้รับการดูแลให้เป็นที่กักเก็บน้ำไว้ใช้ ดังนั้นจากนี้เป็นต้นไปขอให้ประชาชนเตรียมแหล่งน้ำขอตนเองเพื่อไว้ใช้ในยามที่จำเป็น







