
ปปช.ยุคผลัดใบ สร้างฐานใหม่อุ้มคสช.
ผลการคัดเลือกกรรมการ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ อาจไม่สำคัญเท่ากับการทำงานว่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในการปราบทุจริตให้หมดไปได้หรือไม่
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยเป็นหนึ่งในองค์กรอิสระที่อยู่ในสภาพล้มลุกคลุกคลานมาก่อน โดยเฉพาะการเจอกับภาวะสุญญากาศเป็นเวลาร่วมๆ 2 ปี ในช่วงปี 2548-2549 ด้วยเหตุที่ ป.ป.ช.เวลานั้นถูกศาลพิพากษาว่ามีความผิดจากการขึ้นเงินเดือนให้กับตัวเอง
ก่อนที่ในปี 2549 คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) จะมาดำเนินการตั้งคณะกรรมการ ป.ป.ช. จำนวน 9 คน และให้เวลาทำงาน 9 ปี
มาในปัจจุบัน คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อกรรมการ ป.ป.ช.จำนวน 5 คนสุดท้ายที่มาจากการแต่งตั้งของ คมช.กำลังจะหมดวาระ ประกอบด้วย 1.ปานเทพ กล้าณรงค์ราญ 2.วิชา มหาคุณ 3.ประสาท พงษ์ศิวาภัย 4.ภักดี โพธิศิริ และ 5.วิชัย วิวิตเสวี (มีกรรมการ ป.ป.ช. 4 คน ที่ คมช.แต่งตั้งได้ทยอยพ้นจากตำแหน่งแล้วก่อนหน้านี้ เนื่องจากมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์)
ขณะเดียวกัน การผลัดใบครั้งใหญ่ของ ป.ป.ช.ยังเป็นวาระทางการเมืองที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะ ป.ป.ช.ชุดใหม่นั้นมีระยะเวลาการดำรงตำแหน่งที่คาบเกี่ยวช่วงเปลี่ยนผ่านอำนาจระหว่างคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง
เท่ากับว่า ป.ป.ช. 5 คน ที่กำลังเข้ามาใหม่ และ ป.ป.ช. 4 คน ที่มีอยู่เดิม ไม่ได้มีภารกิจในเรื่องการตรวจสอบการทุจริตเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีหน้าที่เป็นแม่งานในการทำให้ดัชนีชี้วัดเรื่องความโปร่งใสของประเทศดีขึ้น เพื่อเป็นต้นทุนให้ คสช.สามารถลงจากหลังเสือได้อย่างสง่างาม โดยไม่ถูกตามเช็กบิลในภายหลัง
ดังนั้น การเลือก ป.ป.ช.ใหม่จำนวน 5 คน ในวันที่ 20 ต.ค.ของคณะกรรมการสรรหา ส่วนหนึ่งจะต้องเป็นคนที่ คสช.สามารถไว้วางใจได้ด้วย
สำหรับตัวเลขของผู้สมัครล่าสุดที่เพิ่งสิ้นสุดการรับสมัครไปเมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา มีทั้งสิ้น 59 คน
ตามขั้นตอนต่อจากนี้ คณะกรรมการสรรหาที่มีอยู่ 4 คน ได้แก่ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ดิเรก อิงคนินันท์ ประธานศาลฎีกา วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย ตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย และ นุรักษ์ มาประณีต ประธานศาลรัฐธรรมนูญ จะลงมติเลือกผู้สมัครให้เหลือ 5 คน ในวันที่ 20 ต.ค.ก่อนส่งให้ สนช.ลงมติเห็นชอบต่อไป
ส่วนทิศทางของการชิงดำเก้าอี้กรรมการ ป.ป.ช.ของผู้สมัคร 59 คนนั้น มีความเป็นไปได้ไม่น้อยที่เมื่อถึงรอบคัดเลือกจริงจะมีตัวเต็งที่อยู่ในข่ายได้ลุ้นตำแหน่งประมาณ 10 คน
เริ่มที่ในกลุ่มของผู้สมัครที่เป็นสตรี โดยรอบนี้มีการแข่งขันกันคึกคัก เนื่องจากมีรายงานว่า สนช.ต้องการให้ ป.ป.ช.มีสัดส่วนของสตรีเพิ่มขึ้น จากเดิมที่มีอยู่เพียงคนเดียว
ทั้งนี้ พบว่าหญิงเหล็กที่ส่งใบสมัครมีดีกรีไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากันอย่าง “รสนา โตสิตระกูล” อดีต สว.กทม. อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) และเคยเป็นประธานคณะกรรมาธิการทำหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตของวุฒิสภามาแล้ว
“เสาวนีย์ อัศวโรจน์” อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและอดีตกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง คตส.เคยฝากผลงานการเป็นมือสอบสวนคดีการปล่อยกู้ให้กับกลุ่มกฤษดามหานครของธนาคารกรุงไทย
“ชุติมา บุณยประภัศร” ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ดูโปรไฟล์อาจไม่ได้เป็นเด่นดังเมื่อเทียบกับสุภาพสตรีสองคนแรก แต่ถ้าเอ่ยการปิดคดีโครงการรับจำนำข้าวของ ป.ป.ช.ที่ผ่านมา ต้องถือว่าปลัดหญิงท่านนี้มีส่วนสำคัญต่อการทำคดีของ ป.ป.ช.เป็นอย่างมาก
อีกคนที่กำลังมาแรง คือ “สุวณา สุวรรณจูฑะ” ปลัดกระทรวงยุติธรรม ก่อนจะมาเป็นปลัดได้สร้างประวัติศาสตร์ใหม่ด้วยการเป็นผู้หญิงคนแรกที่ขึ้นมานั่งเก้าอี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) จากการผลักดันของ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม
ขณะที่กลุ่มผู้สมัครที่เป็นผู้ชายก็มีขับเคี่ยวไม่แพ้กัน โดยมีลูกหม้อของ ป.ป.ช.มายื่นสมัครด้วยทั้ง “สรรเสริญ พลเจียก” เลขาธิการ ป.ป.ช. และ “วิทยา อาคมพิทักษ์” อดีตรองเลขาธิการ ป.ป.ช. ซึ่งสองคนนี้มีโอกาสเป็นกรรมการ ป.ป.ช.สูง เพราะปัจจุบันก็มีลูกหม้อ ป.ป.ช.ที่ขึ้นเป็นไปกรรมการ ป.ป.ช.หลายคน
นอกจากกลุ่มลูกหม้อ ป.ป.ช.แล้ว ต้องจับตาไปที่กลุ่มของอดีตอัยการ สาเหตุที่ต้องจับตากลุ่มนี้เป็นพิเศษ เพราะมีความเป็นไปได้ที่จะทำการปรับโครงสร้างของ ป.ป.ช.ผ่านการให้อดีตอัยการเข้าไปมากขึ้น เพื่อแก้ไขปัญหากรณีที่อัยการ และ ป.ป.ช.มักมีความเห็นในเรื่องการสั่งฟ้องคดีไม่ตรงกันหลายครั้ง จนมีผลให้บางคดีเกิดความล่าช้า
ผู้สมัครที่เป็นอดีตอัยการที่น่าสนใจมี 2 คน คือ วัยวุฒิ หล่อตระกูล อดีตรองอัยการสูงสุด และ นันทศักดิ์ พูลสุข อดีตผู้ตรวจอัยการ รายแรกผ่านการทำคดีใหญ่อย่างคดียุบพรรคประชาธิปัตย์จากกรณีเงินบริจาค จากบริษัท ทีพีไอ โพลีน ส่วนรายหลังเคยเป็นคณะทำงานคดีการซื้อขายที่ดินรัชดาของทักษิณ ชินวัตร
เหนืออื่นใด ต้องจำชื่อ “พล.ต.อ.วัชรพล ประสานราชกิจ” อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ไว้ให้ดีๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจุบันนั่งในตำแหน่งรองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ) เช่นเดียวกับ “พลเดช ปิ่นประทีป” อดีตสมาชิก สปช.และเป็นหนึ่งในคีย์แมนของรัฐบาลในการทำนโยบาย “สานพลังประชารัฐ เพื่อเศรษฐกิจฐานราก”
ส่วนแคนดิเดทคนอื่นๆ ที่มีสิทธิลุ้นเก้าอี้น่าเห็นจะเป็น พล.ต.ท.อำนวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 1 เชาวนะ ไตรมาศ อดีตเลขาธิการศาลรัฐธรรมนูญ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม พล.อ.อ.วีรวิท คงศักดิ์ อดีต สว.สรรหา เตรียมทหารรุ่นที่ 6 ทั้งสามคนล้วนเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายพอไม่ต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ที่สุดแล้วไม่ว่าผลการคัดเลือกกรรมการ ป.ป.ช.ในครั้งนี้ อาจไม่สำคัญเท่ากับการทำงานของ ป.ป.ช.ในอนาคต ว่าจะเป็นที่พึ่งของประชาชนในการปราบทุจริตให้หมดไปได้หรือไม่มากกว่า







