posttoday

รอบตัวเรามีแต่ 'ฅนเหล็ก'

04 ตุลาคม 2558

“เทอร์มิเนเตอร์” (Terminator) หรือ “ฅนเหล็ก” คือหนึ่งในตัวอย่างของหุ่นยนต์สุดล้ำที่ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1984

“เทอร์มิเนเตอร์” (Terminator) หรือ “ฅนเหล็ก” คือหนึ่งในตัวอย่างของหุ่นยนต์สุดล้ำที่ถือกำเนิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1984 และดำเนินมาถึงภาคที่ 5 แล้ว ขณะเดียวกันโลกแห่งความเป็นจริงก็กำลังวิ่งเข้าใกล้เรื่องราวในภาพยนตร์ไซไฟเข้าไปเรื่อยๆ หุ่นยนต์ที่เราเห็นกันทุกวันนี้เริ่มมีความสามารถหลายๆ อย่างเทียบเท่ากับมนุษย์แล้ว

เป็นเวลากว่า 30 ปีแล้วที่เทอร์มิเนเตอร์ (Terminator) ปรากฏตัวให้เราเห็นกัน ทั้งในโรงภาพยนตร์และบนจอโทรทัศน์ หุ่นยนต์เหล็กนักฆ่าขนาดเท่าคนจริงซ่อนตัวอยู่ภายใต้ผิวหนังและเส้นผมที่ดูคล้ายคลึงกับมนุษย์ มันสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ ประเมินผลลัพธ์ที่เป็นไปได้และจัดการทุกอย่างให้บรรลุเป้าหมายได้อย่างเยือกเย็น เรื่องราวของฅนเหล็กเป็นเรื่องเกี่ยวกับสุดยอดหุ่นยนต์ที่สามารถเลียนแบบการใช้ชีวิตของมนุษย์ได้ ไม่ว่าจะเป็นท่าทางหรือแม้แต่คำพูด และยังมีความสามารถในการมองเห็นและการได้ยินที่เหนือชั้นกว่าคนทั่วไปอีกด้วย ความแข็งแกร่งและสมองกลอันซับซ้อนของฅนเหล็ก ทำให้มันยังดูห่างไกลจากโลกของความเป็นจริงอยู่พอสมควร แต่เทคโนโลยีในทุกวันนี้กำลังทำให้มันมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเรื่อยๆ จนหุ่นยนต์แห่งอนาคตเริ่มมีความสามารถหลายอย่างเทียบเท่ากับมนุษย์ และบางอย่างก็เหนือกว่ามนุษย์ไปแล้ว

หุ่นยนต์ผู้เชี่ยวชาญ

นักวิทยาศาสตร์ด้านการพัฒนาหุ่นยนต์ไม่ได้พยายามที่จะเลียนแบบเทอร์มิเนเตอร์ในภาพยนตร์ โดยจับเอาทุกๆ ความสามารถมารวมไว้ในหุ่นยนต์เพียงตัวเดียว แต่ทักษะในแต่ละด้านที่มีอยู่ในตัวเทอร์มิเนเตอร์นั้น จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงานของหุ่นยนต์ที่จะต้องออกไปปฏิบัติภารกิจเฉพาะด้าน หรือทำงานในสภาพแวดล้อมที่พิเศษออกไป ด้วยเหตุนี้นักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกจึงทุ่มเทให้กับการออกแบบหุ่นยนต์เฉพาะกิจ ซึ่งจะถูกนำไปใช้งานในด้านต่างๆ เช่น การตรวจสอบสินค้าบนสายพานการผลิต การคำนวณที่แม่นยำสำหรับการทรงตัวในพื้นที่ที่เข้าถึงได้ยาก อย่างพื้นที่ประสบภัยพิบัติ รวมถึงการวิเคราะห์ความรู้สึกของผู้คนเพื่อที่จะตอบโต้กลับไปได้

หนึ่งในตัวอย่างความพยายามของนักวิทยาศาสตร์ก็คือหุ่นยนต์อะซิโมะ (Asimo) ของฮอนด้า ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ที่มีความสูง 130 เซนติเมตรจากญี่ปุ่น หุ่นยนต์ที่มีลักษณะคล้ายคนตัวนี้สามารถวิ่ง กระโดดด้วยขาข้างเดียว รินชาจากกระติก และทำอย่างอื่นได้อีกมากมาย ภารกิจประจำวันหลายอย่างยังเป็นความท้าทายที่อะซิโมะจะต้องทำให้ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้วหุ่นยนต์จะต้องมีความคล่องตัวมากพอที่จะคอยช่วยเหลือคนชรา ผู้ป่วย หรือผู้พิการภายในบ้านของพวกเขาตามที่เราฝากความหวังเอาไว้

นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนกำลังปรับแต่งระบบการได้ยินของหุ่นยนต์ ทุกวันนี้อุปกรณ์นำทางจีพีเอสในรถยนต์หลายๆ รุ่นสามารถตอบสนองต่อคำสั่งเสียงได้แล้ว แต่กรณีที่มีเสียงรบกวนเข้ามา ข้อความเหล่านั้นก็จะไปไม่ถึงปลายทาง เทคโนโลยีที่ได้รับการพัฒนาขึ้นจะทำให้หุ่นยนต์สามารถรับรู้เนื้อหาที่ส่งออกไปได้ แม้ว่าจะมีเสียงดังรบกวนข้อความนั้นมากแค่ไหนก็ตาม

คอมพิวเตอร์จะครองโลก

วิทยาการหุ่นยนต์แขนงหนึ่งที่ได้รับความสนใจมากก็คือ การพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence) ซึ่งจะทำให้หุ่นยนต์มีความคิดความอ่านเหมือนกับมนุษย์ แต่มันก็นำมาซึ่งความกังวลมากมาย เมื่อ สตีเฟน ฮอว์คิง นักฟิสิกส์ชื่อดัง และอีลอน มัสค์ นักลงทุนผู้อยู่เบื้องหลังรถสปอร์ตที่ขับเคลื่อนด้วยไฟฟ้าจาก บริษัท เทสลาร์ ต่างแสดงความเป็นห่วงในกรณีของหุ่นยนต์ที่มีความซับซ้อนมากเกินไป ระบบปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับการพัฒนามาอย่างดีสามารถพิสูจน์ให้เห็นว่า พวกมันมีเชาวน์ปัญญาที่เหนือกว่ามนุษย์ และไม่มีใครกล้าการันตีว่าหุ่นยนต์อัจฉริยะจะยังคงให้เกียรติสิ่งมีชีวิตที่ให้กำเนิดพวกมันต่อไปหรือไม่ หรือเราจะมีสภาพเช่นเดียวกับฝูงลิงกอริลลาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตป่าสงวน หรือไม่พวกหุ่นยนต์อาจไม่อยากใช้ชีวิตกับมนุษย์แล้วก็เป็นได้

ความกลัวนี้สอดคล้องกับภาพเหตุการณ์ในอนาคตจากภาพยนตร์เรื่องฅนเหล็กในภาคที่ 5 เหตุเกิดในช่วงต้นของศตวรรษที่ 21 เมื่อสกายเน็ต (Skynet) ซึ่งเป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์ทางการทหารที่มีผู้ใช้งานทั่วโลกเกิดคิดเองได้เหมือนมนุษย์ ผู้คิดค้นโปรแกรมเกรงว่าจะเกิดอันตรายเมื่อหุ่นยนต์พบว่าตัวเองฉลาดขึ้นจึงพยายามปิดระบบ แต่สกายเน็ตกลับรู้ถึงแผนที่เตรียมการไว้ จึงทำตัวเป็นผู้บัญชาการหน่วยรบดิจิทัลออกคำสั่งให้มีการเคลื่อนพลขึ้น เมื่อสงครามเริ่มก่อตัว ผู้ที่หนีรอดมาได้ก็ต้องเผชิญหน้ากับโลกที่ถูกควบคุมด้วยระบบคอมพิวเตอร์ของกองทัพหุ่นยนต์ไทเทเนียมที่เรียกตัวเองว่า เทอร์มิเนเตอร์

นักวิจารณ์ไม่คิดว่ามันจะเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น แต่ฮอว์คิงเห็นต่างและคิดว่าปัญญาประดิษฐ์ที่มีความซับซ้อนนั้น สามารถพัฒนาตัวเองได้แบบก้าวกระโดด ไม่ต่างกับการวิวัฒนาการของมนุษย์ หากเป็นเช่นนี้ต่อไปพวกเราจะกลายเป็นพวกล้าสมัยเหมือนกับมนุษย์นีแอนเดอร์ธัล ยังมีนักวิทยาศาสตร์อีกหลายคนที่ไม่แสดงความกังวลต่อประเด็นพวกนั้น เพราะผลจากการวิจัยปัญญาประดิษฐ์ทำให้เรามีระบบการคัดกรองอีเมลขยะ ระบบจดจำใบหน้าบนภาพถ่ายของเฟซบุ๊ก และอีกหลายบริการในชีวิตประจำวัน คงต้องรออีก 50 หรือ 100 ปี กว่าสุดยอดจักรกลที่ฉลาดและมีความตระหนักรู้ในตัวจะพัฒนาไปจนถึงจุดที่น่าวิตก พวกเราในฐานะมนุษย์ยังคงมีความสุขดีที่ได้มีอำนาจเหนือหุ่นยนต์พวกนั้น และพร้อมที่จะทำลายมันทันทีหากเห็นสัญญาณว่าพวกมันเริ่มแข็งข้อขึ้นมา

รอบตัวเรามีแต่ 'ฅนเหล็ก' ภาพ : www.bbc.com

 

หุ่นยนต์หน้าตาเหมือนมนุษย์

เจมินอยด์ (Geminoid) เป็นหุ่นยนต์ที่ถอดแบบมาจากมนุษย์ ตั้งแต่ผิวหนังจรดเส้นผม ความเหมือนที่นักวิทยาศาสตร์สร้างขึ้นมาทำให้แยกมันออกจากคนจริงๆ แทบไม่ได้ นักวิทยาศาสตร์เริ่มมีความชำนาญสร้างผิวหนังและกล้ามเนื้อเทียมขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันหุ่นยนต์มีหน้าตาและการแสดงออกทางสีหน้าใกล้เคียงกับมนุษย์

นอกจากรูปลักษณ์ภายนอกดูคล้ายคน หุ่นยนต์เลียนแบบมนุษย์ตัวล่าสุดดูเหมือนมีชีวิตอีกด้วย เฮนริค ชาร์เฟอ ศาสตราจารย์ชาวเดนมาร์ก รู้ว่าวิธีการนี้ได้ผลก็เพราะว่าหุ่นยนต์ Geminoid DK ซึ่งเป็นร่างโคลนนิ่งของเขา สามารถบรรยายให้นักศึกษากลุ่มหนึ่งฟังโดยไม่มีใครรู้เลยว่าคนที่กำลังสอนพวกเขาอยู่เป็นหุ่นยนต์ไม่ใช่อาจารย์จริงๆ

ข่าวล่าสุด

MEA หนุนฟุตซอลไทยลีกปีที่ 3 ดันซอฟต์พาวเวอร์ก้าวสู่ระดับเอเชีย