
รธน.ข้าวนอกนา (4)
“การเมืองไทยไม่ใช่สามก๊ก ไม่มีอะไรซับซ้อน” คำกล่าวนี้คือคำกล่าวของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช
โดย...ทวี สุรฤทธิกุล
“การเมืองไทยไม่ใช่สามก๊ก ไม่มีอะไรซับซ้อน”
คำกล่าวนี้คือคำกล่าวของท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ซึ่งสื่อมวลชนในสมัยนั้นคงจำถ้อยคำในลักษณะนี้ได้ เพราะเมื่อไปซักถามในคำถามที่ยอกย้อนก็มักจะถูกท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ “ศอกกลับ” ด้วยถ้อยคำเชิงเหน็บแนมดังกล่าว ในขณะที่ผู้เขียนกำลังเขียนถึงท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ ปรมาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน เพื่อนำแนวคิดเกี่ยวกับการเขียนรัฐธรรมนูญของท่านมาเขียนเรื่องรัฐธรรมนูญฉบับข้าวนอกนานี้
ท่านอาจารย์อมรก็มองการเมืองไทยแบบง่ายๆ ด้วยการใช้หลักวิชาที่เรียกว่า “สังคมวิทยาการเมือง” ซึ่งมีความหมายอย่างสั้น หมายถึง “การมองการเมืองโดยอาศัยความจริงในสังคม” แต่ถ้าอธิบายด้วยความหมายยาวๆ ก็จะมีความหมายว่า “การศึกษาเกี่ยวกับสภาพความเป็นจริงและความเป็นไปในผู้คนระดับต่างๆ ที่เรียกว่าสังคม เพื่อนำไปอธิบายปรากฏการณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างผู้ปกครองกับผู้ใต้ปกครอง ที่เรียกว่าการเมือง”
ในหนังสือ “ปฏิรูปการเมืองไทย : หลงทางหรือไร้จุดหมาย?” ที่คณะศิษยานุศิษย์นำโดย ศ.ดร.บรรเจิดสิงคะเนติ พิมพ์เป็นอาจาริยบูชาเนื่องในโอกาสครบรอบ 84 ปีของท่านอาจารย์อมร เมื่อปี 2557 ที่ผู้เขียนนำมาพูดถึงในคอลัมน์นี้ตั้งแต่สัปดาห์ก่อนนั้น ได้พูดถึงการศึกษาในแนวสังคมวิทยาการเมืองนี้แต่พอสังเขป เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องของแนวคิดในการเขียนรัฐธรรมนูญที่เรียกว่า Constitutionalism ผู้เขียนจึงจะขอใช้เนื้อที่ตรงนี้อธิบายถึงการศึกษาในแนวสังคมวิทยาการเมือง เพื่อให้มีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้นสักเล็กน้อย
ท่านผู้อ่านน่าจะรู้จัก “ซุนวู” ผู้รจนาศาสตร์เกี่ยวกับการสงครามที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อว่า “ตำราพิชัยยุทธ์ของซุนวู” และก็คงจะจำสาระสำคัญที่ซุนวูกล่าวว่า “รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งก็ชนะร้อยครั้ง” นี้ได้ คำว่า “รู้เขารู้เรา” นี่แหละที่เป็น “สังคมวิทยาการเมือง” โดยที่ “เขาและเรา” ก็คือ “คน” ส่วนการสงครามก็คือวิธีการในทางการเมืองอย่างหนึ่งที่ผู้ปกครองใช้แย่งชิงอำนาจระหว่างกันและกัน
ในวิชาสังคมวิทยาการเมืองจึงประกอบด้วย “กรอบความคิด” หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Concept ที่สำคัญ 2 อย่าง คือ “สังคม” กับ “การเมือง”
โดยที่คำว่า “สังคม” จะหมายถึง “การรวมตัวกันของมนุษย์ตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อดำเนินกิจกรรมต่างๆ ร่วมกัน” ทั้งนี้สังคมในระดับที่เล็กที่สุดก็คือ “ครอบครัว” ที่อย่างน้อยก็มีชายกับหญิงมาแต่งงานกัน จนขยายเป็นครอบครัวที่มีลูกและญาติเชื่อมโยงกันไป ครอบครัวหลายๆ ครอบครัวอาจจะมีทั้งที่รู้จักกัน และที่ไม่รู้จักกัน ก็จะทำให้เกิดสังคมในระดับใหญ่ขึ้นเรียกว่า “ชุมชน” ซึ่งมีหลายระดับ ตั้งแต่หมู่บ้าน อำเภอ จังหวัด ไปจนถึงประเทศ
สังคมแบบนี้เป็นสังคมเชิงกายภาพเพราะยังมีสังคมในลักษณะอื่นๆ เช่น สังคมทางเศรษฐกิจ ที่หมายถึงการรวมตัวกันของผู้คนในอาชีพ หรือการรวมตัวกันเพื่อเป้าหมายเฉพาะของกลุ่มที่เราเรียกว่ากลุ่มผลประโยชน์ เช่น สหภาพ ก็เป็นสังคมในลักษณะของการขับเคลื่อนเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละกลุ่ม และในยุคดิจิทัลเราก็มีสังคมในการสื่อสารสมัยใหม่ที่เราเรียกว่า “นิวมีเดีย” ก็ถือว่าเป็นกลุ่มสังคมในอีกลักษณะหนึ่งเช่นกัน
กลุ่มสังคมทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแต่ต้องเกี่ยวข้องกับการเมือง ที่หมายถึงผู้ปกครองและระบบการบริหารของรัฐ ในขณะเดียวกันรัฐหรือผู้ปกครองนั้นก็ต้อง “เป็นไป” หรือขึ้นอยู่กับลักษณะและความสัมพันธ์ของ “กลุ่มสังคมต่างๆ” ที่กล่าวมานั้นด้วย พูดง่ายๆ ว่า “สังคมเป็นอย่างไร การเมืองก็เป็นอย่างนั้น” ตามแนวคิดนี้ ถ้าเราอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคม ก็มีหนทางทำได้ 2 อย่าง คือ ทางหนึ่งเปลี่ยนแปลงสังคม หรืออีกทางหนึ่งเปลี่ยนแปลงการเมือง
ท่านอาจารย์อมรเชื่อในแนวคิดสังคมวิทยาการเมืองว่าจะช่วยให้การเมืองของประเทศไทยดีขึ้น ถ้าหากเราเข้าใจสังคมไทย ซึ่งท่านบอกว่า การเปลี่ยนแปลงทางสังคมนั้นทำได้ยากมาก เช่น ระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยม ดังนั้นวิธีการที่ง่ายกว่าคือ ใช้การเมืองเปลี่ยนแปลงสังคม
ท่านอาจารย์อมรเรียกการเขียนรัฐธรรมนูญโดยใช้ความรู้เกี่ยวกับสังคมวิทยาการเมืองนี้ว่า Constitutionalism
ที่ผู้เขียนอยากจะขออนุญาตเรียกว่า “การเมืองบนหลักการ” ซึ่งตรงข้ามกับ “การเมืองบนหลักกู”
ท่านผู้อ่านคงจะไม่เบื่อ (มาก) ในเนื้อหาทางวิชาการที่ผู้เขียนได้บรรยายมานี้ เพราะผู้เขียนก็ต้องปกป้องตัวของผู้เขียนเองไม่ให้ใครมาฟ้องร้องหรือจับกุมตัวไปปรับทัศนคติ ในข้อหาใช้คอลัมน์ทางหนังสือพิมพ์มาขัดขวางการปฏิรูปประเทศ เพราะถ้าผู้เขียนถูกจับก็จะได้อาศัยเนื้อหาทางวิชาการที่เขียนมานี้มาต่อสู้คดีว่า “เป็นความเห็นทางวิชาการอย่างแท้จริงและสุจริตใจ”
ที่ต้องอ้างผู้ใหญ่อย่างที่อ้างท่านอาจารย์อมรนี้ ก็เพื่อเอามาสู้กับข้อกล่าวหานั้น แต่อีกส่วนหนึ่งก็เพราะเรากำลังเล่นกับ “ของใหญ่” ก็ต้องเอา “ของใหญ่” ออกมาสู้
“ของใหญ่” ไม่ใช่ใหญ่แค่อำนาจ แต่ “ท่าน” จะใหญ่ไปอีกนานครับ







