
ปัญหาประชาชนต้องมาก่อน นโยบายรัฐสำคัญลำดับรอง
ในช่วง 3 ปี ระหว่างทำหน้าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ต้องทำงานภายใต้นโยบายฝ่ายการเมือง
ในช่วง 3 ปี ระหว่างทำหน้าที่ปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ต้องทำงานภายใต้นโยบายฝ่ายการเมืองที่ล้วนมีคำนำหน้าว่า “นายแพทย์” เช่นเดียวกับเขา ซึ่งแน่นอนว่าแต่ละคนมีแนวทางการทำงานแตกต่างกัน
แต่สำหรับตัวเขา หลักการไม่เคยเปลี่ยน ตั้งแต่รับราชการอยู่ที่พิจิตร จนก้าวเป็นผู้บริหารสูงสุด หลักการคือต้องอยู่กับปัญหาประชาชน และต้องรับรู้ปัญหาประชาชนให้มากที่สุด
“ในอำเภอ จังหวัดที่ผมอยู่ ผมต้องรู้จักพื้นที่ที่ผมเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาล ถ้าผมเป็นปลัด ผมก็ต้องคุยกับเจ้าหน้าที่ทุกระดับ เข้าหาพื้นที่ให้มากที่สุด ส่วนนโยบายที่ลงมา ผมก็จะพิจารณาว่ามันสอดคล้องกับปัญหาหรือไม่ นี่คือประสบการณ์ของผม” คุณหมอ เล่า
“การที่จะเข้าใจก็ต้องมีข้อมูลทางระบาดวิทยา ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นผมจะไม่ทำงานแบบมองแล้วก็รณรงค์ ผมคิดว่ามันต้องแก้ปัญหารายบุคคล คนเราจะแก้ปัญหาได้ต้องเข้าใจปัญหาและสาเหตุ อย่างเด็กขาดสารอาหารสองคน ปัญหาคือขาดสารอาหารเหมือนกัน แต่สาเหตุที่ขาดสารอาหารอาจจะต่างกัน เพราะฉะนั้นหัวใจของผมคือการลงพื้นที่” นพ.ณรงค์ ระบุ
อดีตปลัดกระทรวงหมอยึดปรัชญาการทำงานที่สำคัญ คือ 1.ต้องมองปัญหาประชาชน 2.ต้องมีข้อมูล 3.วิธีแก้ปัญหาจะมากขึ้นตามประสบการณ์ หรือหากบางอย่างยากก็อาจต้องพึ่งความรู้ทางวิชาการ หรือองค์ความรู้อื่นๆ เข้ามาช่วย
หลักการอีกอย่างที่คุณหมอใช้ก็คือ การให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่ระดับปลายสุด เช่น หากเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด ก็ต้องให้ความสำคัญกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย ต้องไปคุย-เยี่ยมทุกคนให้ได้อย่างน้อยปีละครั้ง ซึ่งจะใช้ช่วงนอกเวลางาน เพื่อเปิดอกคุยกันทุกเรื่อง และสิ่งที่ยึดถือมากที่สุดก็คือ “ความสุขของเจ้าหน้าที่”
“เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนนโยบาย แต่ปัญหาประชาชนไม่เคยเปลี่ยน เพียงแต่เราต้องจัดให้มันเข้าที่ อย่างตอนนี้เราคุยกันเรื่องพัฒนาการเด็กล่าช้า เราเพิ่งจะพูดกัน ถามว่าเป็นนโยบายรัฐไหม ผมไม่ทราบ แต่นี่คือปัญหาที่ผมเจอและต้องทำ เพราะฉะนั้นผมคิดว่านโยบายเราคงต้องเอามาดูว่าเป็นเรื่องอะไร แต่ปัญหาในพื้นที่ที่มีอยู่ ผมคิดว่าต้องให้ความสำคัญมากกว่า นโยบายรัฐเป็นความสำคัญระดับสอง รองจากปัญหา” นพ.ณรงค์ ระบุ
ขณะที่ปัญหาในระบบสาธารณสุขที่หลายคนคิดว่าทำอย่างไรจึงแก้ไม่ตกสักที เช่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่แออัด การผลิตแพทย์ไม่เพียงพอ ในมุมมอง นพ.ณรงค์ เขาเห็นปัญหานี้มานาน และด้วยเหตุนี้จึงต้องจัดระบบ “เขตบริการสุขภาพ” ขึ้นมาบริหารจัดการร่วม แก้ปัญหาบางพื้นที่ที่คนไข้กระจุก ให้กระจายทรัพยากรไปยังจุดอื่น
“เราไม่สามารถย้ายคนไป-มาได้ เราก็ต้องเอางานมาช่วยกันใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด นี่คือหัวใจของเรื่องการจัดบริการร่วม เพราะฉะนั้นถ้าถามว่าขาดไม่ขาด มันคงขาดบางที่เกิน บางที่ว่าง บางที่แน่น ทีนี้จะทำยังไงให้มันไปด้วยกันได้” นพ.ณรงค์ ฉายภาพ
“ในภาพรวม ก่อนหน้านี้ผมมองเห็นว่าโรงพยาบาลใหญ่-เล็ก และสถานีอนามัยแยกกันทำงาน แต่ตอนผมไปเยี่ยมก็จะเห็นการทำงานร่วมกัน เห็นทุกคนร่วมกันทำงานอย่างมีความสุข โดยเอางานเป็นตัวตั้ง ไม่ใช่เอาเงินเป็นตัวตั้งว่าต้องทำเท่านี้จึงจะได้เงิน สิ่งเหล่านี้คือสิ่งดีงาม แล้วหลังจากนี้เราจะร่วมกันพัฒนาศักยภาพของแต่ละหน่วยให้ทำงานได้มากขึ้น เพื่อประโยชน์ของประชาชน” อดีตปลัด สธ. ระบุ
นพ.ณรงค์ ยังยกตัวอย่างการจัดการของโรงพยาบาลหาดใหญ่ ที่มีการกระจุกตัวชัดเจน ซึ่งภายหลังจากการจัดนโยบายเขตสุขภาพก็เริ่มเห็นผล ทำให้โรงพยาบาลหาดใหญ่แออัดน้อยลง ด้วยการนำผู้ป่วยเส้นเลือดในสมอง เมื่อพ้นวิกฤตไปให้การรักษาต่อ และทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาลบางกล่ำ ซึ่งอยู่ไปไม่ไกล ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลดอัตราการครองเตียงในโรงพยาบาลใหญ่ และผู้ป่วยเองก็ได้การบริการที่มีคุณภาพมากขึ้น
“หรือที่โรงพยาบาลสารภี จ.เชียงใหม่ เราให้แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟูคุยกับชุมชนว่า ถ้าผู้ป่วยหลอดเลือดสมอง ถ้าเขาหายแล้ว จะมีอาชีพอะไรให้เขาทำบ้าง โดยให้แพทย์โรงพยาบาลประสาทเป็นพี่เลี้ยง นี่คือการมองอย่างครบวงจร นี่คือสิ่งที่พวกเราทำ และคิดว่าเป็นจุดเปลี่ยน”
หมอณรงค์ อธิบายอีกว่า การจัดระบบเขตสุขภาพในช่วง 2-3 ปีมานี้ ได้ทำให้คนในพื้นที่มองภาพการ “กระจุก-กระจาย” และมองการจัดการในระบบเขตมากขึ้น มากกว่าที่จะรับนโยบายจากข้างบนอย่างเดียว แต่ได้มองไปถึงการจัดพื้นที่ของตัวเองอีกด้วย
“ตอนนี้พื้นที่ที่ว่ากระจุกกระจายอย่างไร เขาก็ไปจัดการเอง เขตก็มองไปทางเขต กระทรวงก็มองในรูปกระทรวง ส่วนประชาชน จะทำอย่างไร ก็ต้องคุยกันเยอะว่าต้องป้องกันส่งเสริมสุขภาพอย่างไร นี่ก็เป็นนโยบายที่จะส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น เพราะเราก็สนับสนุนให้สถานีอนามัยทำงานนี้ มากกว่าหมดเวลาไปกับการทำงานหน้าจอ จนไม่มีเวลาไปเยี่ยมบ้านเหมือนที่ผ่านมา
“ที่ผมคิดและที่เราทำ มันเป็นการเปลี่ยนกระบวนทัศน์ เนื่องจาก 10 กว่าปีที่ผ่านมา ระบบการเงินการคลังทำให้ทุกคนมองแต่ตัวเอง ไม่มองระบบ ผมคิดว่าแพทย์โรงพยาบาลใหญ่คงเจออะไรเยอะมาก คนไข้ไส้ติ่งที่โรงพยาบาลขอนแก่น ผ่าวันหนึ่งเกือบ 20 รายห้องผ่าตัดในโรงพยาบาลใหญ่หมดไปกับการผ่าไส้ติ่ง สิ่งที่เขามอง และเราเห็นตรงกันคือ เคสอย่างนี้ควรไปไว้ที่โรงพยาบาลรอง เขาก็ต้องออกมาคุยกับน้องๆ โรงพยาบาลอำเภอ ทำให้มันง่ายขึ้น” นพ.ณรงค์ ระบุ
นอกจากนี้ หมอณรงค์ ยังยืนยันเรื่องกลไกการเงินว่า หากโรงพยาบาลผ่าเกินเกณฑ์ จะต้องมีเงินให้มากขึ้น ไม่ใช่ผ่าตัดไส้ติ่ง โรงพยาบาลเล็กได้เงินน้อยกว่าโรงพยาบาลใหญ่ หากภาระงานเพิ่มขึ้นก็ต้องเอาเงินมาเติม ไม่ใช่หักเงินไปกับอะไรไม่รู้อย่างที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม การทำงานในระบบราชการย่อมมีข้อจำกัด ติดขัดเรื่องอำนาจ บุคลากร และงบประมาณเสมอ คุณหมอมองในทางตรงกันข้ามว่า ไม่ได้เป็นข้อจำกัด เพราะหากตั้งต้นด้วยเรื่องเหล่านี้คงไม่สามารถเดินหน้างานต่อได้
“ถ้าตั้งต้นด้วยทรัพยากรไม่พอก็จะไม่เห็นทางออกอื่น นอกจากเลิกทำ ผมคิดว่าต้องดูเรื่องงาน แล้วดูว่าจะทำงานร่วมกันยังไง ผมจะไม่เริ่มด้วยเรื่องคนขาด ขาดเงิน แต่ผมจะเริ่มด้วยปัญหาคืออะไร แล้วเราจะทำอะไรได้บ้าง ทุกอย่างมันเปลี่ยนได้ แต่อาจต้องเปลี่ยนวิธีคิด งานที่ตำบลก็ให้ตำบลคิด ไม่ใช่คิดมาจากส่วนกลาง แล้วทำงาน มันก็พิสูจน์กันมาตลอด...นี่คือประสบการณ์ผม” อดีตปลัดกระทรวงสาธารณสุข ทิ้งท้าย







