
คิดให้รอบคอบ
นโยบายการปรับประตูช่องทางการส่งออกข้อมูลข่าวสารจากไทยไปยังประเทศอื่นทั่วโลกเพียงเส้นทางเดียว (ซิงเกิ้ล เกตเวย์) ที่รัฐบาลกำลังสั่งให้ศึกษาข้อดีข้อเสีย เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่
นโยบายการปรับประตูช่องทางการส่งออกข้อมูลข่าวสารจากไทยไปยังประเทศอื่นทั่วโลกเพียงเส้นทางเดียว (ซิงเกิ้ล เกตเวย์) ที่รัฐบาลกำลังสั่งให้ศึกษาข้อดีข้อเสีย เพื่อนำมาใช้ตัดสินใจว่าจะดำเนินการตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สั่งการในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือไม่
แต่แค่เป็นคำปรารภให้ศึกษาเรื่องนี้ ก็ทำให้เกิดกระแสการต่อต้านจากประชาชนกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้คอมพิวเตอร์ในการทำงาน การติดต่อสื่อสาร และเพื่อสันทนาการ เนื่องจากเห็นว่านโยบายดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการที่ไทยจะก้าวไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัล และเป็นการลิดรอนสิทธิเสรีภาพการรับรู้ข่าวสารของประชาชน เพราะเมื่อมีประตูทางออกของข้อมูลเพียงแหล่งเดียว รัฐบาลจะอ้างเอาเรื่องความมั่นคงมาเซ็นเซอร์ข้อมูลข่าวสาร
สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 ก.ย. ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนัดรวมตัวกันไปใช้บริการในเว็บไซต์ของหน่วยงานรัฐด้วยวิธี DDoS คือใช้บริการพร้อมกันจำนวนมาก ทำให้เซิร์ฟเวอร์ของกระทรวงไอซีทีและหน่วยงานรัฐอื่นๆ ล่ม ซึ่งเป็นการกระทำเหมือนเป็นอันธพาลไซเบอร์และไม่รับฟังเหตุผลของรัฐที่ยืนยันว่าเป็นแค่การศึกษาเท่านั้น
ทางด้านหน่วยงานรัฐพยายามที่จะอธิบายถึงข้อดีในการทำซิงเกิ้ล เกตเวย์ แต่ก็ไม่สามารถอธิบายให้ชัดเจนได้ว่าไม่ดีอย่างไร ในขณะที่ทางฝ่ายพลเมืองชาวเน็ตให้เหตุผลที่ชัดเจนว่านโยบายนี้มีข้อเสียมากกว่าข้อดี
คำอธิบายถึงข้อเสียของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ยืนยันว่าปัจจุบันไทยมีเกตเวย์สิบกว่าเส้น จากเดิมที่มีเกตเวย์เป็นของบริษัท กสท โทรคมนาคม แคท เทเลคอม เท่านั้น ซึ่งก็ทำให้ช้ามาก ดังนั้นบริษัทเอกชนจึงลงทุนสร้างเกตเวย์เองเพื่อที่จะติดต่อกับโลกได้อย่างรวดเร็วขึ้น แต่รัฐบาลจะนำเอาถนนสิบกว่าเลนมารวมให้เป็นเลนเดียว
กระทรวงไอซีทีไม่สามารถอธิบายได้ว่าจะบริหารการจราจรของการรับส่งข้อมูลยังไง หากมีปริมาณการไหลเข้าออกของทรานแซกชั่นที่มากมายมหาศาล และหากรวมระบบการชำระเงินของประเทศทั้งหมดอีกนับล้านล้านรายการที่จะผ่านประตูนี้ออกไป จะบริหารจัดการอย่างไร
กรณีของประเทศจีนที่บริหารผ่านซิงเกิ้ล เกตเวย์ ทำให้ประชาชนไม่สามารถใช้งานเฟซบุ๊กและกูเกิลได้ เพราะบริษัทเจ้าของไม่ยินยอม จึงต้องตัดช่องทางโซเชียลมีเดียทั้งทางทิ้ง
สำหรับประเทศไทยเป็นผู้ใช้งานของเฟซบุ๊กมากที่สุดในโลก หากโดนแบนเครือข่ายดังกล่าวจะถูกกล่าวหาว่าลิดรอนเสรีภาพการแสดงความคิดเห็นของประชาชนทันที
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ปัจจุบันประเทศไทยมีสิบกว่าเกตเวย์สภาพการใช้อินเทอร์เน็ตของประเทศก็ยังช้า หากการแสดงพลังของชาวเน็ตก็เพื่อให้รัฐบาลเห็นภาพเป็นรูปธรรมว่า หากมีเกตเวย์เดียวและถูกโจมตีจากโจรไฮเทค หรืออันธพาลไซเบอร์จนเกตเวย์ล่มประเทศก็จะเหมือนถูกตัดขาดทางการสื่อสารสู่โลกภายนอกทันที เรื่องนี้ควรจะหารือกันด้วยเหตุและผล หากไม่ดีจริงรัฐก็ไม่ควรดื้อแพ่งในเรื่องนี้







