posttoday
ความพอเพียงและความยั่งยืน กองทุนการออมแห่งชาติ

ความพอเพียงและความยั่งยืน กองทุนการออมแห่งชาติ

02 ตุลาคม 2558

โดย...ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น

โดย...ดร.รุ่งเกียรติ รัตนบานชื่น

กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) เป็นกองทุนที่เข้ามาเติมเต็มระบบบำนาญของประเทศนอกเหนือจากสำนักงานประกันสังคม (สปส.) กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) วัตถุประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือแรงงานนอกระบบได้มีตัวเลือกในการเข้าถึงระบบการออมเพื่อการเกษียณอายุ

วันนี้ผมขอชวนทุกท่านมาร่วมกันวิเคราะห์ กอช. หรือกองทุนน้องใหม่ที่ได้รับการพูดถึงอย่างมากในช่วงที่ผ่านมากันครับ

หัวใจหลักของกองทุนการออมเพื่อการเกษียณ คือ “ความเพียงพอและความยั่งยืนของเงินบำนาญ” ซึ่งหากมองประเด็นด้านความเพียงพอของเงินบำนาญที่ผู้ออมจะได้รับนั้นจะขึ้นอยู่กับ 1) จำนวนเงินออม 2) ผลตอบแทนจากการลงทุนของกองทุน 3) ระยะเวลาในการออม และ 4) ช่วงระยะเวลาภายหลังเกษียณอายุ (หรืออัตราการตาย) เมื่อมาพิจารณาร่วมกับกฎเกณฑ์การออมของ กอช. พบว่ามีประเด็นต่างๆ ที่น่าสนใจดังนี้

อัตราการจ่ายเงินสะสมเข้า กอช. ถูกกำหนดไว้ที่ไม่ต่ำกว่า 50 บาท/เดือน และต้องไม่เกิน 1,100 บาท/เดือน โดยรัฐจะจ่ายเงินสมทบให้เป็นอัตราก้าวหน้าของเงินสะสมตามระดับอายุของผู้ออม แต่จะไม่เกินเพดานที่กำหนดไว้ ยอดเงินสะสมของผู้ออมและเงินสมทบจากรัฐบาลเมื่อรวมกับผลตอบแทนจากการลงทุนของ กอช. จะได้ยอดเงินออมณ วันเกษียณ โดย กอช.กำหนดให้เงินบำนาญที่จะได้รับในแต่ละเดือนคำนวณจากการหารยอดเงินออม ณ วันเกษียณด้วย 240 เดือน (หรือสมมติว่าผู้เกษียณจะเสียชีวิตที่อายุ 80 ปี และประมาณการผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นของบัญชีเงินหลังเกษียณเท่ากับร้อยละ 0)

ผมมาลองคำนวณโดยสมมติว่าหากผู้ออมออมเงินที่ระดับสูงสุดที่ กอช.กำหนด (1,100 บาท/เดือน) และได้รับเงินสมทบจากรัฐบาลตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับบำนาญต่อเดือนเท่าใดหากเริ่มออมตั้งแต่อายุ 25 ปี ผลลัพธ์เป็นดังตารางประกอบ

จากตารางจะสังเกตเห็นว่าเงินบำนาญแปรผันตามอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีค่อนข้างสูง เช่น หากผลตอบแทนของกองทุนมีค่าเท่ากับอัตราผลตอบแทนขั้นต่ำที่รัฐบาลประกันไว้ที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากประจำ 12 เดือน (ผมกำหนดให้ที่ร้อยละ 2 ต่อปี) ผู้ออมจะได้เงินบำนาญประมาณ 3,000 บาท/เดือนเท่านั้น

แต่หากผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีมีค่าสูงขึ้น เช่น เท่ากับร้อยละ 14 ต่อปี (ประเมินจากผลตอบแทนเฉลี่ยรวมเงินปันผลของตลาดหลักทรัพย์ไทย 28 ปีย้อนหลัง) จะได้เงินบำนาญสูงถึง 5.4 หมื่นบาท/เดือน แต่นั่นมาพร้อมกับความเสี่ยงที่สูงขึ้นตามไปด้วย ซึ่งจะกล่าวอีกทีภายหลัง

อย่างไรก็ตาม การดูเพียงแค่ยอดเงินบำนาญ ณ วันเกษียณนี้ ยังไม่ได้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความพอเพียง เพราะเมื่อเวลาผ่านไปราคาสินค้าต่างๆ จะสูงขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งจะลดอำนาจในการใช้จ่ายของยอดเงินในอนาคต

เมื่อนำดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ย้อนหลัง 10 ปีมาคำนวณ จะได้อัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ร้อยละ 3 ต่อปี ดังนั้นเงินบำนาญที่ผู้ออมคาดว่าจะได้รับในอีก 35 ปีข้างหน้านั้น แท้จริงแล้วมีค่าที่น้อยลงเมื่อเทียบกับยอดเงินในปัจจุบัน เช่น หากออมเงินผ่าน กอช. เดือนละ 1,100 บาท และได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยที่ร้อยละ 5 ต่อปี เงินบำนาญที่คาดว่าจะได้รับประมาณ 5,500 บาท/เดือนนั้น มีค่าเท่ากับยอดเงินเพียง 2,000 บาท/เดือนในปัจจุบันหรือตกวันละประมาณ 66 บาทเท่านั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ออมควรตระหนักว่าเพียงพอกับลักษณะการดำเนินชีวิตของตนหรือไม่

ผมมีความเห็นว่าการกำหนดเพดานการออมของผู้ออม ถือเป็นการจำกัดยอดเงินบำนาญในอนาคต จริงอยู่ที่โครงการนี้มีจุดประสงค์เพื่อให้ประชากรที่มีรายได้น้อยได้เข้าถึงช่องทางในการออมเงิน โดยมีรัฐบาลจ่ายสมทบให้เพื่อจูงใจให้เกิดการออม อย่างไรก็ตาม ผมมองว่าโครงการนี้ได้มีการกำหนดเพดานของเงินสมทบจากภาครัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งเป็นจำนวนเงินที่ไม่มาก

ดังนั้น จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องกำหนดเพดานการออมเงินของสมาชิก หากสมาชิกต้องการออมเงินในระดับที่สูงกว่าเพื่อรองรับกับความพึงพอใจของตนเอง เนื่องจากอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเป็นตัวแปรสำคัญที่กำหนดระดับเงินบำนาญ

ผมจึงลองนำเงินบำนาญที่ กอช. มักประกาศตามข่าวมาคำนวณย้อนกลับเพื่อหาอัตราผลตอบแทนที่ กอช. คาดว่าจะได้รับต่อปี (ตั้งสมมติฐานให้เงินบำนาญคำนวณจากเงินก้อนหารด้วย 240) เช่น หากสมาชิกจ่ายเงินสะสมทุกเดือน เดือนละ 100 บาท ตั้งแต่อายุ 25-60 ปี เงินบำนาญที่คาดว่าจะได้รับประมาณ 954 บาท/เดือน หรือหากสมาชิกออมตั้งแต่อายุ 15 ปี จะได้รับเงินบำนาญสูงสุดที่ 8,914 บาท/เดือน เป็นต้น เมื่อคำนวณย้อนกลับโดยใช้ข้อมูลเหล่านี้ จะได้อัตราผลตอบแทนการลงทุนเฉลี่ยประมาณร้อยละ 5–5.5 ต่อปี

เมื่อผมลองไปดูอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 20–30 ปี ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ มีค่าอยู่ที่ประมาณร้อยละ 3.5–3.75 ต่อปี ดังนั้นอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนเฉลี่ยที่ร้อยละ 5–5.5 ต่อปีนั้น สัดส่วนการลงทุนจะต้องประกอบด้วยสินทรัพย์เสี่ยงพอสมควร เมื่อดูประกอบกับข้อจำกัดด้านการลงทุนจาก พ.ร.บ. กอช. ที่กำหนดให้มีการลงทุนในหลักทรัพย์มั่นคงไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของมูลค่าการลงทุน จึงเกิดคำถามว่าอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 5 นั้นจะสามารถทำได้มากน้อยเพียงใด

จากผลตอบแทนที่อยู่ในระดับต่ำและอัตราเงินสมทบที่ต่ำ หากต้องการเงินบำนาญที่สูงขึ้นระยะเวลาของการออมเงินจึงต้องยาวนานขึ้น ดังนั้นการกำหนดให้ผู้ออมต้องสิ้นสมาชิกภาพเมื่ออายุครบ 60 ปี จึงเปรียบเสมือนการจำกัดระยะเวลาการออมเงินของสมาชิกบางท่านที่อาจมีความต้องการในการออมเงินที่ยาวนานมากขึ้น

นอกจากนี้ การกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดที่ตายตัว อาจส่งผลกระทบต่อสมาชิกที่มีอายุครบ 60 ปีในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำ เพราะผลตอบแทนจากการลงทุนในช่วงนั้นอาจต่ำมาก ส่งผลให้ยอดเงินสะสมได้รับผลกระทบไปด้วย

ด้านความยั่งยืนของ กอช.นั้น ประเด็นหลักที่ผมเป็นห่วง คือ วิธีการจ่ายเงินบำนาญที่จะต้องเพียงพอจนกว่าสมาชิกจะอายุครบ 80 ปี เพราะอัตราการตายหลังเกษียณอายุมีแนวโน้มลดต่ำลงในระยะยาว หรือคนมีอายุยืนยาวขึ้นนั่นเอง จากข้อมูลตารางมรณะไทยในปี 2540 อายุขัยเฉลี่ยของประชากรไทยผู้หญิงที่มีอายุ 60 ปี เท่ากับ 18.6 ปี (เสียชีวิตที่อายุ 78.6 ปี)

แต่จากข้อมูลในปี 2551 อายุขัยเฉลี่ยนี้เพิ่มขึ้นเป็น 19.6 ปี (เสียชีวิตที่อายุ 79.6 ปี) หรือเพิ่มขึ้นถึง 1 ปี ดังนั้นในอนาคตย่อมมีแนวโน้มที่สัดส่วนของประชากรที่มีอายุมากกว่า 80 ปีจะสูงขึ้น อีกทั้ง กอช.ยังมีกฎว่าหากสมาชิกเสียชีวิตก่อนอายุ 80 ปี เงินก้อนที่เหลือในบัญชีจะตกเป็นของทายาททั้งจำนวน ซึ่งหลักการเช่นนี้สร้างภาระให้แก่ กอช. เพราะไม่มีระบบกระจายความเสี่ยงตามหลักการของคณิตศาสตร์ประกันชีวิตที่เหมาะสม

ผมมีความยินดีอย่างยิ่งที่เห็น กอช. สามารถก่อตั้งสำเร็จและเป็นรูปธรรม เพราะมองว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินชีวิตวัยเกษียณ และสามารถลดภาระด้านอื่นๆ ของรัฐบาลในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ผมมีความเห็นว่าหาก กอช. ปรับการคำนวณเงินบำนาญให้มีการประเมินปัจจัยความเสี่ยงต่างๆ อย่างเหมาะสม และ กอช.มีระบบกระจายความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอายุขัยของสมาชิกอย่างถูกต้อง อาจเป็นผลดีต่อทั้ง กอช. และผู้ออมมากขึ้น เพราะภาระที่น้อยลงในการประกันเงินบำนาญ อาจทำให้รัฐบาลสามารถเพิ่มเงินสมทบต่อปี หรือไม่ต้องกำหนดเพดานเงินออม ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ส่งผลบวกต่อสมาชิกโดยตรงจากระดับเงินบำนาญที่สูงขึ้น

ข่าวล่าสุด

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน

ThaiPBS ขาดทุนพันล้าน ค่าพิธีกร–แขก 3 ปี สูบภาษีบาป 300 ล้าน