
ความพิเศษของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ และสถาบันพระมหากษัตริย์ของเดนมาร์ก
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
โดย...ไชยันต์ ไชยพร
ความพิเศษของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเปลี่ยนแปลงการปกครองของเดนมาร์กจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเข้าสู่ระบอบพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญได้โดยสงบและสันติในปี ค.ศ. 1849 ด้วยพระมหากษัตริย์ของเดนมาร์ก พระเจ้าฟรีดริกที่เจ็ดทรงสละพระราชอำนาจและพระราชสถานะอันสมบูรณ์เด็ดขาดด้วยความเต็มพระราชหฤทัย มิได้ทรงขัดขืนแต่อย่างใด จนทำให้พระองค์ทรงได้รับความนิยมจากประชาชนชาวเดนมาร์กอย่างท่วมท้นในฐานะที่เป็น “ผู้พระราชทานรัฐธรรมนูญ” (the provider of the constitution) และพระองค์ได้รับการบันทึกในประวัติศาสตร์เดนมาร์กในฐานะ “Frederick the Beloved” (ฟรีดริกผู้ที่เป็นที่รักยิ่ง) (ดู Knud J.V. Jespersen, A History of Denmark, 2004, หน้า 68)
การเปลี่ยนแปลงการปกครองของเดนมาร์กในปี ค.ศ. 1849 ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในน้อยประเทศที่สามารถเปลี่ยนผ่านได้อย่างสงบสันติ อย่างไรก็ตาม ในการพิจารณาทำความเข้าใจความพิเศษของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์และสถาบันพระมหากษัตริย์ของเดนมาร์กในฐานะที่เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่นำพาให้เดนมาร์กเปลี่ยนแปลงการปกครองได้โดยไม่ต้องผ่านสงครามกลางเมืองหรือการจลาจลนองเลือด หรือต้องมีการบาดเจ็บเสียเลือดเนื้อแม้แต่คนเดียว
เราต้องย้อนกลับไปดูพัฒนาการของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์เดนมาร์ก ซึ่งสังเกตได้ว่ามีพัฒนาการอย่างค่อยเป็นค่อยไป และภายใต้พัฒนาการดังกล่าว ราชอาณาจักรเดนมาร์กภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ได้ค่อยๆ สร้างระบบราชการที่อยู่ภายใต้ระเบียบข้อบังคับกติกา (a rule-bound bureaucracy) และระบบคุณธรรมขึ้น (meritocracy) และเป็นระบบราชการที่มีการคอร์รัปชั่นน้อยกว่าระบบราชการของรัฐอื่นๆ โดยส่วนใหญ่มีระบบการแข่งขันผ่านความสามารถเป็นเรื่องปกติ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการสมัครเข้ารับราชการและการเลื่อนขั้นในอาชีพ
เงื่อนไขที่สำคัญที่ทำให้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เดนมาร์กประสบความสำเร็จในการสร้างระบบราชการที่ดี คือ 1.การทำงบประมาณแผ่นดินที่ดี อันเป็นผลมาจากการที่เดนมาร์ก-นอร์เวย์ หลังปี ค.ศ. 1720 ประสบความสำเร็จในการถอยห่างจากสงครามที่สร้างความเสียหายอย่างมากมายที่สุดแก่รัฐส่วนใหญ่ในยุโรป 2.มีความพยายามจากพระมหากษัตริย์ที่ทรงมีตระหนักสำนึกที่จะให้การบริหารราชการแผ่นดินเป็นอิสระจากพวกอภิชนมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยมีการเปิดโอกาสรับคัดเลือกบุคคลที่มีคุณภาพจากผู้ที่มีพื้นฐานของชนชั้นใหม่ (กระฎุมพี) เข้าเป็นข้าราชการมากกว่าที่จะปล่อยให้พวกที่มาจากตระกูลอภิชนครอบงำระบบราชการ 3.มีความพยายามจากพระมหากษัตริย์ที่มีตระหนักสำนึกที่จะสร้างมาตรการควบคุมระบบข้าราชการให้อยู่ภายใต้หลักการกติกา
และจากการที่ระบบราชการที่พัฒนาภายใต้ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มีลักษณะดังกล่าวข้างต้น เมื่อถึงศตวรรษที่สิบเก้า ข้าราชการจำนวนมากจึงได้กลายเป็นพวกหัวเสรีในทางเศรษฐกิจและการเมือง เพราะจากการที่ข้าราชการเดนมาร์กอยู่ในระบบการแต่งตั้งและเลื่อนขั้นที่มีคุณธรรม และต่างก็เข้าใจว่าการแข่งขันผ่านความสามารถเป็นเรื่องปกติ นับตั้งแต่จุดเริ่มต้นในการสมัครเข้ารับราชการและการเลื่อนขั้นในอาชีพข้าราชการ และจากการที่ข้าราชการเดนมาร์กมีทรรศนะดังกล่าวนี้ สามารถช่วยอธิบายได้ว่า ทำไมเมื่อเกิดกระแสเรียกร้องรัฐธรรมนูญและการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี ค.ศ.1848 “ในกรุงโคเปนเฮเกน จึงไม่เกิดการยิงประชาชนที่ต้องการยกเลิกระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ซึ่งแตกต่างอย่างชัดเจนยิ่งกับปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในกรุงเบอร์ลิน เวียนนา และปารีส ในปีเดียวกัน” (Tim Knudsen and Uffe Jakobsen, “The Danish Path to Democracy,” 2003, หน้า 4)
นอกจากนี้ อีกปัจจัยหนึ่งคือเดนมาร์กมีกองทัพที่เข้มแข็งและอยู่ภายใต้การควบคุมของสถาบันพระมหากษัตริย์และระบบราชการพลเรือน Knudsen และ Jakobsen กล่าวว่า โดยคร่าวๆ นับตั้งแต่หลังสงครามนโปเลียนเป็นต้นมาจนถึงช่วงเปลี่ยนแปลงการปกครอง เดนมาร์กเป็นประเทศที่มีกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดโดยเปรียบเทียบในยุโรป แต่กระนั้นก็ตาม กองทัพเดนมาร์กก็อยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเคร่งครัดภายใต้ระบบราชการและสถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่มีเงื่อนไขใดๆ ที่จะทำให้ผู้บัญชาการกองทัพสามารถมีอิทธิพลทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญได้เลย
อีกทั้งระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์เดนมาร์กยังอิงอยู่ที่กฎกติกาหรือมีความเป็นนิติรัฐ (the rule of law) ศาลสูง (the Supreme Court) ของเดนมาร์กก็ค่อนข้างมีความเป็นอิสระจากสถาบันพระมหากษัตริย์ นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญอีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนความพิเศษของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์ของเดนมาร์กที่นักวิชาการหลายท่านยอมรับตรงกันก็คือ การเปิดพื้นที่ให้มีการถกเถียงสาธารณะ (public debate) จนนำไปสู่การก่อตัวของสมาคมเอกชนต่างๆ ในช่วงปลายศตวรรษที่สิบแปด ขณะที่สถาบันพระมหากษัตริย์ก็มีการปรับตัวรับมือกับกระแสการเรียกร้องรัฐธรรมนูญของกลุ่มการเมืองต่างๆ จนสามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง “อย่างละมุนละม่อมจนแทบจะไม่รู้สึก” เช่นเดียวกับมิติของการเจรจาต่อรองระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับฝ่ายเสรีนิยม ด้วยการแต่งตั้งผู้นำบางคนจากกลุ่มเสรีนิยมให้เข้ามาเป็นรัฐมนตรีในคณะรัฐมนตรีรักษาการ
แต่สิ่งหนึ่งที่ขาดหายไปจากงานศึกษาการเปลี่ยนแปลงของเดนมาร์กที่ยกมาทั้งหมดนี้ก็คือปฏิกิริยาของรัฐบาลในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ขณะนั้นต่อแกนนำผู้ก่อการฯ ดังกล่าว โดยเฉพาะสำหรับผู้นำคนสำคัญอย่าง Orla Lehmann ที่ถูกข้อกล่าวหาและการถูกตัดสินลงโทษจากการเคลื่อนไหวทางการเมืองของเขาหลายครั้ง ซึ่งแม้จะมีการปฏิบัติอย่างเมตตาธรรมต่อนักโทษคดีการเมือง แต่กระนั้นก็ตามคำถามสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ทำไมการจำคุก Lehmann แกนนำผู้ได้รับ “ความนิยมจากประชาชนในฐานะที่เป็นวีรบุรุษของชาติ (a national hero)” จึงไม่นำไปสู่การต่อต้านระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์อย่างรุนแรงตามมา?







