
ยกธงขาวซิงเกิ้ล เกตเวย์ ดับไฟต้าน คสช.
สมรภูมิการเมืองบนโลกไซเบอร์กลับมาร้อนแรงอีกรอบ หลังปมร้อนถูกนำมาจุดประเด็นและขยายผลหลายเรื่อง
โดย...ทีมข่าวการเมืองโพสต์ทูเดย์
สมรภูมิการเมืองบนโลกไซเบอร์กลับมาร้อนแรงอีกรอบ หลังปมร้อนถูกนำมาจุดประเด็นและขยายผลหลายเรื่อง ซึ่งมีทั้งแนวร่วมแนวต้านออกมาเปิดศึกใส่กันทั้งด้วยเนื้อหาและอารมณ์ จนทำให้อุณหภูมิการเมืองเริ่มไต่ระดับความร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ
ชัดเจนว่า “อินเทอร์เน็ต” กลายเป็นกลไกที่เหลืออยู่ไม่กี่ช่องทางที่จะถูกตรวจสอบควบคุมอย่างเข้มงวด ทั้งด้วยช่องทางตามกฎหมายที่ยังมีช่องโหว่ และลักษณะเฉพาะตัวทั้งความรวดเร็วที่เข้าถึงประชาชนได้อย่างกว้างขวางหลายช่องทางจนยากที่จะเข้าไปสกัด
สำหรับสื่อกระแสหลักเวลานี้มีกรอบควบคุมไว้ด้วยคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) จนยากจะนำเสนอเนื้อหาที่ล่อแหลมที่จะเข้าข่ายกระทบกับความมั่นคง
แม้แต่สถานีโทรทัศน์ที่ถูกมองว่าเป็นฅกระบอกเสียงของกลุ่มการเมืองต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทีวีแดง ทีวีฟ้า ทีวีเหลือง เวลานี้ล้วนแต่เงียบเหงาลงไปชัดเจน เพราะธรรมชาติแล้วสถานีเหล่านี้จะได้รับความสนใจกันเฉพาะในช่วงที่มีความเคลื่อนไหวหรือชุมนุมทางการเมืองควบคู่ไปด้วย
ยิ่งต้องมาเผชิญกับสภาพที่ถูกคำสั่ง คสช.ครอบไว้ด้วยแล้วทำให้แต่ละช่องยากจะขยับตัว
หลายครั้งหลายหนที่พิธีกร ผู้ดำเนินรายการ ผู้บริหารสถานี ถูกเรียกตัวไปปรับทัศนคติ หลายช่องถูกงดออกอากาศชั่วคราว บางช่องถูกเพิกถอนใบอนุญาต จนทำให้หลายรายการต้องปรับเนื้อหาลดโทนความร้อนแรง
ขณะที่ จตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่เคยติดแบล็กลิสต์ถูกจับจ้องต้องผันตัวมาจัดรายการ “มองไกล” เผยแพร่ผ่านยูทูบ เพื่อให้นำเสนอเนื้อหาได้ที่อย่างที่ต้องการ และไม่กระทบกับสถานีของคนเสื้อแดง
ส่วนบรรดาแกนนำเสื้อแดงและเพื่อไทย หลายคนต้องเปลี่ยนพื้นที่แสดงความคิดเห็นมาอยู่ในเฟซบุ๊กส่วนตัวที่สามารถเข้าถึงแฟนคลับได้อย่างรวดเร็ว และถูกนำไปเผยแพร่ผ่านสื่อกระแสหลักอีกทางหนึ่ง
สุดท้ายในช่วงหลังแกนนำเสื้อแดงและเพื่อไทย หลายรายที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล ต้องถูก คสช.เรียกตัวไปปรับทัศนคติ หวังว่าจะเป็นการปิดปากและสะกดไม่ให้เกิดการเลียนแบบต่อไป
ทั้งหมดยิ่งบีบให้สมรภูมิไซเบอร์ร้อนแรงมากขึ้น เมื่อช่องทางนี้เป็นเหมือนรูระบายเพียงไม่กี่รูที่เหลืออยู่ซึ่งยังไม่อาจเข้ามาแทรกแซงได้
จุดเด่นตรงความรวดเร็วและเข้าถึงกลุ่มคนจำนวนมากโดยอาศัยกลไกโซเชียลมีเดียนั้นทำให้ช่องทางการสื่อสารนี้ได้รับการตอบรับอย่างรวดเร็ว ทำให้กลุ่มการเมืองเริ่มหันมาชิงพื้นที่ตรงนี้
ล่าสุดกับการเยือนสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระหว่างปฏิบัติภารกิจร่วมประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ สมัยสามัญ ครั้งที่ 70 สัปดาห์ที่ผ่านมาท่ามกลางเสียงชื่นชม
ทว่า ในอินเทอร์เน็ตมีบางกลุ่มนำเสนอข้อมูลหักล้างหลายกรณี ทั้งการที่ได้รับตำแหน่งประธานกลุ่มสมาชิก จี77 ที่มีวาระปี 2559 ว่าเป็นเพราะอานิสงส์จากรัฐบาลชุดก่อนที่ได้กรุยทางไว้แล้วก็ตาม
หรือกรณี พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับรางวัล ITU Global Sustainable Digital Development Award จากการตั้ง “กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม” และผลักดันการพัฒนาดิจิทัลให้เกิดประโยชน์ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ทั้งที่รัฐบาลพยายามจะเดินหน้าผลักดัน “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” ต้องการใช้เป็นเครื่องมือควบคุมเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกรณีที่มีการหมิ่นสถาบัน และดูแลด้านความมั่นคง ที่มีแต่เสียงคัดค้านจากคนในสังคม
เป้าหมายสำคัญของการจุดประเด็นเรื่อง “ซิงเกิ้ลเกตเวย์” ว่ากันว่าเป็นเพราะต้องการอุดช่องโหว่ และสะดวกเข้าไปควบคุมดูแล ไม่ให้ช่องทางนี้กลายเป็นปัญหาต่อ คสช.ในอนาคต
ทว่า นี่กลับเป็นชนวนที่เริ่มก่อตัวสร้างแรงกระเพื่อมในสังคมออนไลน์ มีเครือข่ายสังคมออนไลน์พร้อมใจกันออกมาเคลื่อนไหว จนทำให้เมื่อวันที่ 30 ก.ย. เว็บไซต์ของกระทรวงไอซีทีล่มไม่สามารถเข้าได้ ต่อด้วยเว็บไซต์ของ กสท. กอ.รมน. และทำเนียบรัฐบาล
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นถือเป็นการปลุกให้สังคมออนไลน์ซึ่งถือเป็นพลเมืองที่แอ็กทีฟได้หันมาสนใจติดตามการเมืองในสถานการณ์ไม่ปกติเช่นนี้มากขึ้น
ที่สำคัญนี่ยิ่งจะปลุกให้กลุ่มคนเหล่านี้ออกมาเคลื่อนไหวทางการเมืองบนพื้นที่ออนไลน์มากยิ่งขึ้น ตลบหลัง คสช.ที่เข้าไปควบคุมช่องทางการสื่อสารต่างๆ จนขยับได้ยาก
แถมจะเห็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อย และหากกระแสนี้จุดติดย่อมปลุกพลังเงียบให้ออกมาเคลื่อนไหวได้มากขึ้น จนยากจะควบคุมในอนาคต
ปัญหาอยู่ตรงที่หาก คสช.ตัดสินใจหันมาเข้มงวดควบคุมช่องทางการสื่อสารออนไลน์ นั่นอาจเป็นการเรียกแขกให้เกิดแรงต้านก่อตัวอย่างรุนแรง แถมเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองหรือมือที่สามฉวยโอกาสนี้เข้ามาผสมโรงจนทุกอย่างบานปลายเกินควบคุม







