
เกล็นคอร์อ่วม แผลใหญ่โภคภัณฑ์ขาลง
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
โดย...ก้องภพ เทอดสุวรรณ
สถานการณ์ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง และฉุดรั้งการเติบโตทั้งโลก ไม่ว่าจะเป็นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วหรือกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ตาม ล้วนได้รับผลกระทบจากปัจจัยดังกล่าวทั้งสิ้น
ปัจจัยหลักๆ ของราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำเกิดขึ้นจากการปฏิเสธการปรับลดกำลังการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งน้ำมันเป็นสินค้าส่งออก (โอเปก) เพื่อเป้าหมายในการรักษาส่วนแบ่งการตลาด หลังจากที่กลุ่มผู้ผลิตน้ำมันในสหรัฐโหมขุดเจาะน้ำมันจากชั้นหินดินดาน (เชลออยล์)
เหตุการณ์ดังกล่าวยังได้รับการซ้ำเติมจากแรงซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปี 1999 เนื่องจากจีนซึ่งเป็นประเทศผู้นำเข้าสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ที่สุดในโลกมีเศรษฐกิจอยู่ในช่วงตกต่ำพอดี สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลกปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็วอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ซ้ำร้าย ยังมีท่าทีว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะขยับนโยบายทางการเงินครั้งใหญ่ด้วยการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้อีกด้วย ส่งผลให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ประเภทโลหะมีค่าอย่างทองคำและเงินอยู่ในช่วงขาลงเช่นเดียวกัน
จากรายงานของ เวสต์แพ็ก แบงก์กิ้ง หนึ่งในสถาบันการเงินรายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย ระบุว่า สภาพสินค้าโภคภัณฑ์ล้นตลาดได้ฉุดให้ราคาปรับตัวลดลงมาอยู่ที่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 1999 แล้ว แต่อาจต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2 ปีสำหรับการเคลียร์ส่วนสินค้าโภคภัณฑ์ส่วนเกินไปให้ออกจากตลาดเพื่อกระตุ้นให้ราคาปรับขึ้น
สภาพราคาสินค้าโภคภัณฑ์ขาลงเช่นนี้ กลายเป็นปัจจัยหลักที่ฉุดรั้งการเติบโตของอัตราเงินเฟ้อประเทศในกลุ่มพัฒนาแล้ว อย่างญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศยูโรโซน ซึ่งมีอัตราเงินเฟ้อต่ำมากจนสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเงินฝืด เนื่องจากสภาพราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่ำกลายเป็นตัวฉุดราคาสินค้าทั้งระบบ
สำหรับในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อย เนื่องจากหลายประเทศยังต้องพึ่งพาการส่งออกทรัพยากรธรรมชาติเป็นหลัก อย่างเช่นมาเลเซียและอินโดนีเซีย โดยประเทศมาเลเซียที่เน้นการส่งออกน้ำมันเป็นหลักได้รับผลกระทบอย่างมากจากสภาพราคาน้ำมันโลกตกต่ำ จนค่าเงินริงกิตร่วงลงไปแตะจุดต่ำสุดนับตั้งแต่วิกฤตต้มยำกุ้งเลยทีเดียว
แล้วเหยื่อรายล่าสุดของสถานการณ์สินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำในครั้งนี้ก็เป็น เกล็นคอร์ บรรษัทข้ามชาติที่ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์รายใหญ่ โดยเมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ราคาหุ้นของเกล็นคอร์ร่วงลงถึง 29% ภายในวันเดียว นับว่ารุนแรงที่สุดนับตั้งแต่ธุรกิจจดทะเบียนในตลาดเมื่อปี 2011
กรณีดังกล่าวทำให้มูลค่าหุ้นของเกล็นคอร์ปรับตัวลดลงถึง 1 ใน 3 และหากนับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมามูลค่าหุ้นของเกล็นคอร์หายไปแล้วถึง 80% ถือเป็นหนึ่งในหุ้นที่เจ็บตัวที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีนี้
ต้องเล่าย้อนว่า วันวิปโยคของหุ้นเกล็นคอร์มีขึ้นหลังจากทางการจีนประกาศตัวเลขกำไรกลุ่มอุตสาหกรรมของเดือน ส.ค. ปรากฏว่าร่วงลงถึง 8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว โดยส่วนใหญ่เป็นกำไรที่ลดลงในกลุ่มธุรกิจสินค้าโภคภัณภัณฑ์ ทั้งเหมืองถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ ไปจนถึงแร่เหล็ก
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวกลายเป็นการสร้างความกังวลให้กับนักลงทุนจนเกิดการเทขายหุ้นของเกล็นคอร์ ซึ่งประกอบธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์และเหมือง เนื่องจากกังวลว่าธุรกิจแรงซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลงและสภาพการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีนจะกลายเป็นการเพิ่มความเสี่ยงให้เกล็นคอร์ผิดนัดชำระหนี้ในที่สุด
เกล็นคอร์เป็นธุรกิจที่แบกรับภาระหนี้สูงเป็นอันดับต้นๆ ในกลุ่มธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์โลก โดยมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุน (ดี/อี) ถึง 1.12 จุด ซึ่งถือเป็นอัตราหนี้ที่สูงมากเพื่อรักษาผลตอบแทนที่สูงให้นักลงทุน
ด้านนักวิเคราะห์หลายฝ่ายแสดงความกังวลว่า หากเกล็นคอร์ล้มก็จะกระทบระบบเศรษฐกิจไปทั้งโลก โดย แฟรงก์ โฮลเมส ซีอีโอและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายลงทุนของ ยูเอส โกลบอล อินเวสเตอร์ส แสดงกังวลว่า กรณีเกล็นคอร์อาจจะคล้ายกับการล้มของ เลห์แมน บราเธอร์ส วาณิชธนกิจชื่อดัง ซึ่งกลายเป็นการจุดชนวนวิกฤตการเงินโลกปี 2009
เหตุเพราะระบบของทั้งสองบริษัทคล้ายกัน โดยเกล็นคอร์มีระบบการค้าที่ซับซ้อนและครอบคลุมธุรกิจหลายภาคส่วน ทั้งโลหะ ถ่านหิน ทองแดง และแร่เหล็ก เกล็นคอร์ไม่ได้ทำเฉพาะธุรกิจเหมืองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการค้าสินค้าโภคภัณฑ์อีกด้วย ดังนั้นหากเกล็นคอร์ล้มก็อาจส่งผลกระทบในระดับโลกได้
แต่กระนั้น โฆษกของเกล็นคอร์ได้กล่าวว่า กรณีของเกล็นคอร์ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด เนื่องจากธุรกิจค้าสินค้าโภคภัณฑ์แห่งนี้มีโครงการทางธุรกิจแตกต่างจากเลห์แมน บราเธอร์ส อีกทั้งยังมีสภาพคล่องอยู่มากพอที่จะเป็นเบาะรองรับอาการเจ็บตัวจากการผิดนัดชำระหนี้ได้
กรณีของเกล็นคอร์เมื่อวันที่ 28 ก.ย.ที่ผ่านมา ได้กลายเป็นตัวส่งสัญญาณถึงอันตรายในสินค้าโภคภัณฑ์ และกลายเป็นการจุดชนวนให้เกิดการเทขายหุ้นธุรกิจสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก ทั้งธุรกิจบีเอชพี บิลลิตันของออสเตรเลีย ปิโตรไชน่า ธุรกิจสำรวจและผลิตน้ำมันของจีนก็เช่นกัน
นอกจากนี้ ธุรกิจที่ได้รับผลกระทบจากสภาพสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำไม่เฉพาะเกล็นคอร์เท่านั้น แต่ยังรวมถึงธุรกิจที่เกี่ยวกับสินค้าโภคภัณฑ์อย่างอื่นให้ต้องปรับตัวด้วย เช่น อัลคัว ผู้ผลิตอะลูมิเนียมรายใหญ่ที่สุดในสหรัฐต้องแบ่งตัวเป็น 2 บริษัทเพื่อรับมือกับสภาพสินค้าล้นตลาด
ขณะที่ รอยัล ดัตช์ เชลล์ ประกาศหยุดโครงการสำรวจขุดเจาะก๊าซในเขตมหาสมุทรอาร์กติกจากการเผชิญกับสภาพราคาน้ำมันตกต่ำและการประท้วงอย่างหนัก ซึ่งเชลล์ได้ลงทุนไปแล้วถึง 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐในโครงการดังกล่าว
สถานการณ์การดิ่งลงของหุ้นเกล็นคอร์จึงเป็นเพียง 1 ตัวอย่างของผลกระทบจากภาวะราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำเท่านั้น ในความเป็นจริงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ตกต่ำกำลังส่งผลกระทบไปทั่วโลก และยังถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่จะฉุดสภาพเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัวต่อไป







