
บาทอ่อนยวบยาบ สมคิดเชื่อศก.ตีกลับ
วานนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 8 ปี 9 เดือน นับตั้งแต่ไตรมาส 4/2549 แตะระดับ 36.49 บาท/เหรียญสหรัฐ หลังตลาดเชื่อมั่นเฟดขยับดอกเบี้ยในปีนี้
วานนี้ ค่าเงินบาทอ่อนค่ามากสุดในรอบ 8 ปี 9 เดือน นับตั้งแต่ไตรมาส 4/2549 แตะระดับ 36.49 บาท/เหรียญสหรัฐ หลังตลาดเชื่อมั่นเฟดขยับดอกเบี้ยในปีนี้
นักค้าเงินธนาคารพาณิชย์ ระบุว่า ปัจจัยที่ทำให้เงินบาทอ่อนค่าลงแรง น่าจะเป็นผลจากมีความเห็นของประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ที่มองว่าดอกเบี้ยน่าจะขยับได้ภายในปีนี้ ทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นต่อเงินเหรียญสหรัฐมากขึ้น บวกกับความต้องการซื้อเงินเหรียญสหรัฐในช่วงสิ้นเดือนที่มีมากขึ้น ยิ่งกดดันให้เงินเหรียญสหรัฐแข็งค่าขึ้น สวนทางกับสกุลเงินในภูมิภาคและเงินบาทที่อ่อนค่าลงต่อเนื่อง ตามภาวะเศรษฐกิจในภูมิภาคที่อยู่ในทิศทางชะลอตัว โดยเฉพาะภาวะเศรษฐกิจจีน
นอกจากนี้ ในประเทศไทยเองนักลงทุนต่างชาติก็ขายสุทธิในตลาดหุ้น 2,765.29 ล้านบาท และขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ 617.97 ล้านบาท ส่งผลให้แนวโน้มเงินบาทยังอยู่ในทิศทางอ่อนค่า
จันทวรรณ สุจริตกุล ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า เงินบาทเคลื่อนไหวตามภูมิภาค สะท้อนมุมมองการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐที่มีความชัดเจนขึ้น โดยวานนี้บาทอ่อนค่าลง 0.19% อ่อนลงเป็นอันดับ 4 เมื่อเทียบกับสกุลเพื่อนบ้านมาเลเซียอ่อนค่าลงมากที่สุด 0.75% เกาหลีใต้อ่อนค่าลง 0.58% ฟิลิปปินส์อ่อนค่าลง 0.29% ไต้หวันอ่อนค่าลง 0.13% อินโดนีเซียอ่อนค่าลง 0.12% และเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าลง 0.01% ส่วนเหรียญสิงคโปร์แข็งค่าขึ้น 0.04% หยวนของจีนแข็งค่าขึ้น 0.08% และอินเดียแข็งค่า 0.04%
อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีถึง 25 ก.ย. ต่างชาติถือครองตราสารหนี้เหลือ 5.87 แสนล้านบาท ลดลงมาร่วม 9.96 หมื่นล้านบาท เป็นการขายสุทธิจริง 4.2 หมื่นล้านบาท อีก 5.73 หมื่นล้านบาท เพราะตราสารหนี้ที่ต่างชาติลงทุนหมดอายุ แต่มีตราสารหนี้ที่จะรอหมดอายุอีก 1.83 หมื่นล้านบาท
สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่อยากให้เกิดความวิตกกังวลต่อการส่งออกที่ออกมาติดลบในขณะนี้ เพราะการติดลบไม่ได้มาจากวิกฤต แต่เป็นภาวะที่เกิดขึ้นทั่วโลก และเมื่อเทียบกับประเทศผู้ส่งออก 20 อันดับแรกของโลก พบว่าการส่งออกติดลบทุกประเทศ หลายประเทศก็ติดลบสูงกว่าไทย
"การส่งออกติดลบเฉลี่ย 5% ยังถือว่าสินค้าและการส่งออกของไทยค่อนข้างแข็งแกร่ง เมื่อเทียบกับประเทศอื่น การส่งออกสินค้าเกษตรที่มีปริมาณเพิ่มมากขึ้นแต่มูลค่าลดลงเพราะปัญหาเรื่องราคาลดลง ขณะที่การส่งออกรถยนต์ก็กลับมาเพิ่มขึ้น หากไทยสามารถยืนอยู่ระดับนี้ และตอนนี้โลกมีสัญญาณที่ดีขึ้น ไม่ว่าจะสหรัฐหรือยุโรป และขณะนี้กระทรวงพาณิชย์อยู่ระหว่างการปรับยุทธศาสตร์ผลักดันการส่งออก ปีหน้าก็มีโอกาสที่จะตีกลับมาได้" สมคิด กล่าว
อย่างไรก็ตาม แม้ปีหน้าการส่งออกจะตีกลับมาได้ แต่คงไม่กลับมาเติบโต 15-20% เช่นในอดีต เพราะสินค้าส่งออกของไทยจำนวนมากไม่สามารถเพิ่มมูลค่าได้มากนัก รัฐบาลจึงพยายามแก้ปัญหาด้วยการทำ 2 อย่างควบคู่กัน ทั้งการส่งออกและการสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจภายใน
นอกจากนี้ ในเร็วๆ นี้กระทรวงการคลังก็เตรียมที่จะออกแพ็กเกจกระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนเพิ่มเติม เพื่อให้ช่วยในการตัดสินใจลงทุนได้เร็วขึ้น ซึ่งจะเป็นอีกส่วนที่ทำให้เศรษฐกิจในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้และต่อไปถึงปีหน้ามีทิศทางที่ดีขึ้น โดยคาดว่าในระยะเวลาประมาณ 3 ปี เศรษฐกิจของไทยจะเข้าสู่ความสมดุลระหว่างภายในและภายนอก
"เราต้องเลิกฝันร้ายได้แล้ว มองโลกในแง่บวกบ้างและสู้กับมัน ถ้าเอกชนลงทุนเร็วกว่านี้เศรษฐกิจก็จะไปได้ดีกว่านี้ เอกชนต้องวิ่งมากขึ้น ต้องส่งออกให้มากขึ้น" สมคิด กล่าวในตอนท้าย







