posttoday
จีนฟุบส่งผลบวกต่อโลก สินค้าโภคภัณฑ์ถูกเปิดช่องธุรกิจ

จีนฟุบส่งผลบวกต่อโลก สินค้าโภคภัณฑ์ถูกเปิดช่องธุรกิจ

29 กันยายน 2558

โดย...ธนพล ไชยภาษี

โดย...ธนพล ไชยภาษี

เป็นที่ชัดเจนว่าภาวะความปั่นป่วนที่เกิดขึ้นกับตลาดหลักทรัพย์จีน และความเชื่องช้าของเศรษฐกิจจีนที่สำแดงอาการรุนแรงขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมานั้นได้ส่งผลกระทบไปทั่วโลก ไม่ว่าจะในกลุ่มประเทศเอเชียที่ต้องพึ่งพาการเติบโตเศรษฐกิจเป็นสำคัญ หรือไม่เว้นแม้แต่ตลาดใหญ่อย่างยุโรปและสหรัฐ ที่ก็ต้องประสบกับผลกระทบรุนแรงเช่นกัน โดยเฉพาะการตอบสนองในทางลบที่เกิดขึ้นกับวอลสตรีท

แต่กระนั้น ในระยะยาว นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกกำลังจับตามองว่าใครจะได้ และใครจะเสีย จากความเชื่องช้าทางเศรษฐกิจของจีนที่คาดว่าจะกินระยะเวลานานตามการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจจีนครั้งใหม่ ที่ยังไม่มีความแน่ชัดว่าจะดำเนินไปยาวนานแค่ไหน จนบรรดาผู้นำจีนต้องออกโรงเรียกร้องให้ทั่วโลกยอมรับกับภาวะอันเชื่องช้านี้แล้ว

แน่นอนว่าสำหรับประเทศที่ต้องพึ่งพาการส่งออกไปจีนนั้นย่อมได้รับผลกระทบรุนแรง โดยเฉพาะชาติกำลังพัฒนาที่เน้นการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย เนื่องจากเมื่อความต้องการสินค้าในจีนปรับตัวลดลงนั้นก็จะกดให้ราคาในตลาดโลกลดต่ำลงไปด้วย อันจะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และเศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นบราซิล หรือออสเตรเลีย ที่ส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์เป็นสำคัญ

และแม้กระทั่งภาคเอกชนของสหรัฐที่ต้องพึ่งพาการขายสินค้าในจีนนั้นก็จะได้รับผลกระทบจากการบริโภคและความเชื่องช้าของเศรษฐกิจแดนมังกรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังจะเห็นได้จากบริษัท เคเตอร์พิลลาร์ ผู้ผลิตอุปกรณ์ก่อสร้างขนาดใหญ่จากสหรัฐ ซึ่งมีสินค้าขายทั่วโลกนั้นต้องยอมปรับลดแนวโน้มยอดขายลงเมื่อเร็วๆ นี้ เนื่องจากผลกระทบจากความซบเซาของเศรษฐกิจโลก และเศรษฐกิจจีนนั้นเป็นปัญหาที่เลี่ยงได้ยาก

แต่กระนั้น ในอีกด้านหนึ่งก็มีการมองว่า การชะลอตัวของจีนนั้นอาจจะส่งผลดีในระยะยาว โดยเฉพาะผลดีต่อเศรษฐกิจสหรัฐ

อย่างแรกที่ต้องมองกันก็คือ ภาวะความต้องการสินค้าโภคภัณฑ์ในจีนที่ปรับลดลง ย่อมดึงให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับลดลงมาด้วย และนั่นน่าจะหมายถึงประโยชน์ในระยะยาวต่อทุกประเทศทั่วโลก (ยกเว้นผู้ส่งออก) ที่สินค้าเหล่านี้จะมีราคาปรับลดลงในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นทองแดง น้ำมัน และเหล็กที่ใช้ในการผลิตรถยนต์ รวมไปถึงสินค้าอื่นๆ

นอกจากนั้น ถ้าหากจีนมุ่งหน้าการปฏิรูปเศรษฐกิจไปสู่การมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมด้านการบริการ แทนที่จะเป็นภาคการผลิตเหมือนที่ผ่านมานั้น เพื่อลดปริมาณการผลิตส่วนเกินที่เป็นปัญหาใหญ่ในจีนอยู่ในขณะนี้ ก็จะยิ่งทำให้บริษัทต่างชาติได้ประโยชน์ โดยเฉพาะบริษัทสหรัฐที่มีความเชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมประเภทนี้ เช่น บริษัทซอฟต์แวร์ หรือรวมไปถึงบริษัทผู้ผลิตด้านความบันเทิงของสหรัฐด้วย

ขณะเดียวกัน ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวของจีนจะยิ่งผลักดันให้บรรดาเอกชนรายใหญ่หันไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น หลังจากที่ผลตอบแทนจากการลงทุนในจีนนั้นตกต่ำลง โดยเฉพาะการลงทุนในสหรัฐที่เป็นเป้าหมายหลักของหลายบริษัทจีนในช่วงที่ผ่านมา

บ็อบ เดวิส วิเคราะห์ไว้ในหนังสือพิมพ์ วอลสตรีท เจอร์นัล ด้วยว่า ในด้านภูมิรัฐศาสตร์นั้น การเติบโตที่เชื่องช้าลงของแดนมังกรจะส่งผลดีต่อสหรัฐอย่างยิ่งในด้านนี้ เนื่องจากเศรษฐกิจที่อ่อนแอลงจะทำให้ความเป็นผู้นำโลกในทางรัฐศาสตร์ของจีนอ่อนแอลงไปด้วยเช่นกัน ซึ่งจะสวนทางกับสถานะของสหรัฐที่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจะยิ่งส่งเสริมสถานะในการเจรจาต่อรองทั้งในระดับทวิภาคี หรือพหุภาคีในเวทีระดับโลกมากยิ่งขึ้น

“การดิ้นรนทางเศรษฐกิจของจีนนั้นดูเหมือนว่าจะทำให้ดุลแห่งอำนาจในการเจรจาระดับทวิภาคีและพหุภาคีนั้นเปลี่ยนแปลงไป และจะให้ความได้เปรียบกับสหรัฐมากขึ้น สหรัฐจะเข้าร่วมการประชุม จี20 และสถาบันระหว่างประเทศต่างๆ ด้วยเสียงที่มีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น”

ทั้งนี้ ดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การเติบโตของจีนนั้นมีส่วนสำคัญต่อการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้านอื่นๆ ในเอเชีย โดยเฉพาะการพึ่งพาทางการค้า การเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าโภคภัณฑ์นั้นจะส่งผลกระทบต่อหลายประเทศในภูมิภาคละตินอเมริกาและแอฟริกาทันที ซึ่งจากการวิเคราะห์ของมูดี้ส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส ระบุว่า ทุก 1% ของจีดีพีที่หดตัวลงจะฉุดให้จีดีพีโลกหดตัวลงไปราว 0.5%

กระนั้น สำหรับสหรัฐแล้ว สหรัฐไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีนเป็นมูลค่ามากนัก โดยเฉพาะการส่งออกของสหรัฐไปยังจีนนั้นคิดเป็นเพียงราว 1% ของจีดีพีเท่านั้น อีกทั้งการลงทุนตรงของจีนในสหรัฐก็มีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณการลงทุนตรงทั้งหมดในสหรัฐ

ขณะเดียวกัน จากนโยบายของจีนในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางเศรษฐกิจที่จะมุ่งหน้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่พึ่งพาผู้บริโภคเป็นสำคัญแทนที่การพึ่งพาการส่งออกนั้น จะยิ่งเปิดโอกาสให้กับภาคธนาคารพาณิชย์ บริษัทประกันภัย และบริษัทด้านสุขภาพ รวมไปถึงอินเทอร์เน็ต และบริษัทด้านการบันเทิงที่มีโอกาสทางธุรกิจมากขึ้นอีกเช่นกัน

ภายใต้นโยบายดังกล่าวของจีนที่มุ่งเน้นสู่ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาผู้บริโภคนั้น จะทำให้จีนต้องเร่งหยุดการอพยพของประชากรในพื้นที่ต่างจังหวัดเข้าสู่เมืองไปพร้อมๆ กับการเสริมสร้างระบบความปลอดภัยทางสังคม และที่สำคัญก็คือ ภาครัฐจีนจะต้องลดบทบาทการควบคุมดูแลธนาคารพาณิชย์ลง ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่เปิดช่องการทำธุรกิจของเอกชนสหรัฐในจีนแทบทั้งสิ้น

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงิน การประกัน และการธนาคารนั้น ที่ผ่านมาจีนแม้ว่าจะยังไม่ได้เปิดเสรีอย่างเต็มตัว แต่ทว่าคณะผู้นำจีนก็มีเป้าหมายที่จะปฏิรูปภาคการเงินของประเทศให้มีการเปิดกว้างมากขึ้นเช่นกัน ดังนั้นสำหรับอุตสาหกรรมการเงินและการบริการในสหรัฐน่าจะได้ประโยชน์ไม่น้อยจากภาวะนี้เช่นกัน

แม้ว่าในขณะนี้ผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจของจีนจะส่งผลให้เศรษฐกิจโลกออกอาการไปในทางลบ แต่ทว่าในระยะยาวแล้ว การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของจีนเอง รวมไปถึงราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตกต่ำลงนั้นจะส่งผลบวกให้อีกหลายๆ ประเทศทั่วโลก และยังเปิดช่องทางธุรกิจจากการปรับเปลี่ยนโครงสร้างภายในประเทศของจีนเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบริษัทจากสหรัฐ ที่เป็นทั้งศัตรูและคู่ค้าที่สำคัญไปพร้อมๆ กัน

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท